thansettakij
thansettakij
ธปท.หั่นจีดีพีเหลือ3.1% เศรษฐกิจคู่ค้าจีน-เอเชียชะลอลงลึก

ธปท.หั่นจีดีพีเหลือ3.1% เศรษฐกิจคู่ค้าจีน-เอเชียชะลอลงลึก

06 เม.ย. 59 | 06:00 น.
นายจาตุรงค์ จันทรังษ์ ผู้ช่วยผู้ว่าการสายนโยบายการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ใน ฐานะเลขานุการคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) แถลงรายงานนโยบายการเงิน ฉบับเดือนมีนาคม 2559 ว่า จากสถานการณ์ที่เศรษฐกิจไทยฟื้นตัวช้ากว่าที่คาด คณะกรรมการจึงได้ปรับลดประมาณการ อัตราขยายตัวทางเศรษฐกิจของไทยปี 2559 จาก 3.5% ในเดือนธันวาคม 2558 มาอยู่ที่ 3.1% ตามแนวโน้มการส่งออกที่ปรับลดลงตามเศรษฐกิจคู่ค้าที่ชะลอตัว โดยเฉพาะประเทศในภูมิภาคเอเชียและตามปริมาณการค้าโลก ประกอบกับราคาสินค้าเกษตรยังมีแนวโน้มอยู่ในระดับต่ำ ตามราคาน้ำมันดิบและราคาสินค้าโภคภัณฑ์

[caption id="attachment_42654" align="aligncenter" width="700"] ประมาญการเศรษฐกิจ ปี 2559 ประมาญการเศรษฐกิจ ปี 2559[/caption]

 หั่นเป้าส่งออกเป็นติดลบ 2%

ทั้งนี้กนง.ได้ปรับตัวเลขอัตราการขยายตัวเศรษฐกิจคู่ค้า จากเดิมที่คาดว่าจะเติบโตที่ 3.4% มาเป็น 3.1% โดยในรายงานระบุว่า ปัจจัยที่อาจทำให้เศรษฐกิจคู่ค้าขยายตัวกว่ากรณีฐาน ได้แก่ 1.เศรษฐกิจจีนและเอเชียชะลอตัวมากกว่าที่คาด และส่งผลกระทบต่อเนื่องไปยังเศรษฐกิจประเทศอุตสาหกรรมหลัก 2. ปัญหาภาคธนาคารในกลุ่มประเทศยุโรปอาจส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนและมีผลต่อเนื่องไปยังการฟื้นตัวของเศรษฐกิจมากกว่าที่คาด และ 3.ความขัดแย้งทางการเมืองระหว่างที่อาจยืดเยื้อ
พร้อมได้ปรับเป้าประมาณการส่งออกสินค้าไทยปี 2559 เป็นติดลบ 2.0% จากเดิมที่คาดขยาย 0% หรือไม่โต

"เศรษฐกิจที่ฟื้นตัวช้าและการส่งออกที่ปรับลดลง ทำให้ครัวเรือนมีความกังวลต่อรายได้ในอนาคต และเพิ่มความระมัดระวังในการใช้จ่าย ส่งผลให้การบริโภคภาคเอกชนมีแนวโน้มชะลอลงกว่าที่เคยประเมินไว้ ขณะที่อุปสงค์ในและต่างประเทศที่ชะลอลง ยังส่งถึงการลงทุนของภาคเอกชน

 "ลงทุนรัฐ-มาตรการกระตุ้น"ยังไม่พอ

นายจาตุรงค์ ขยายความต่อว่า การลงทุนของภาครัฐและมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ แม้จะเพิ่มขึ้นมากกว่าคาด เช่นเดียวกับจำนวนนักท่องเที่ยวต่างประเทศที่เพิ่มสูงกว่าที่ประเมินไว้ (กนง.คาดนักท่องเที่ยวต่างประเทศปี 2559 มีจำนวน 32.4 ล้านคน สูงกว่าที่ประเมินไว้ที่ 30.9 ล้านคน) แต่แรงส่งจากภาครัฐและภาคการท่องเที่ยวที่เพิ่มขึ้น ยังไม่สามารถชดเชยแรงส่งเศรษฐกิจในส่วนที่ลดลงได้ทั้งหมด

คณะกรรมการประเมินว่า ความเสี่ยงด้านต่ำยังมีมากกว่าด้านสูง โดยเศรษฐกิจไทยอาจขยายตัวต่ำกว่ากรณีฐานหาก (1) เศรษฐกิจจีนและประเทศในภูมิภาคเอเชียขยายตัวชะลอลง และส่งผลกระทบต่อกลุ่มประเทศอุตสาหกรรมหลักมากกว่าคาด และ (2) ปัญหาเชิงโครงสร้างในภาคการส่งออกสินค้ารุนแรงกว่าคาด แต่ในทางตรงกันข้าม เศรษฐกิจอาจขยายตัวสูงกว่ากรณีฐานหาก (1) การใช้จ่ายภาครัฐโดยเฉพาะโครงการลงทุนทำได้เร็วและมากกว่าคาด รวมถึงมาตรการภาครัฐสามารถกระตุ้นการใช้จ่ายภาคเอกชนได้มากกว่าที่คาด และ (2) จำนวนนักท่องเที่ยวมากกว่าคาด

กนง.ยังได้ปรับลดประมาณการอัตราเงินเฟ้อทั่วไปปี 2559 มาอยู่ที่ 0.6% และอัตราเงินเฟ้อพื้นฐานที่ 0.8% จากประมาณการครั้งก่อนที่ 0.8% และ 0.9% ตามลำดับ โดยประเมินให้ความเสี่ยงต่อประมาณการอัตราเงินเฟ้อทั้ง 2 ยังโน้มไปด้านต่ำ ตามแรงกดดันด้านอุปสงค์ที่อาจน้อยกว่าคาดตามเศรษฐกิจ ที่อาจขยายตัวต่ำกว่ากรณีฐาน

 ยืนนโยบายการเงินผ่อนปรนหนุนศก.ต่อ

อนึ่งการประชุมของกนง.เมื่อวันที่ 23 มีนาคม 2559 มีมติเป็นเอกฉันท์ ให้คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 1.50% โดยประเมินว่า แม้เศรษฐกิจไทยในภาพรวมมีสัญญาณอ่อนแรงลง แต่ยังอยู่ในแนวทางฟื้นตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไป และนโยบายการเงินในระดับปัจจุบันยังอยู่ในระดับผ่อนปรน เพียงพอที่จะสนับสนุนการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจ

"คณะกรรมการเห็นความสำคัญของการรักษาขีดความสามารถในการดำเนินนโยบาย (policy space) ไว้ใช้ในยามจำเป็น รวมทั้งยังคงต้องระมัดระวังความเสี่ยงด้านเสถียรภาพทางการเงินที่มีสัญญาณเพิ่มขึ้นบ้างจากพฤติกรรมแสวงหาผลตอบแทนที่สูงกว่า (search for yield) และปัจจัยเสี่ยงโดยเฉพาะด้านต่างประเทศที่มีความไม่แน่นอนสูง โดยในระยะต่อไป กนง.ยังเห็นว่านโยบายการเงินควรอยู่ในระดับผ่อนปรนอย่างเพียงพอและต่อเนื่อง เพื่อสนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ ควบคู่กับการรักษาเสถียรภาพทางการเงินของประเทศ"

 รายได้ครัวเรือนอ่อนแอ-กระทบหนี้

รายงานนโยบายการเงิน ฉบับล่าสุด ยังได้ระบุถึงสถานการณ์หนี้ภาคครัวเรือนว่า เศรษฐกิจที่ฟื้นตัวช้าและราคาสินค้าโภคภัณฑ์ที่อยู่ในระดับต่ำต่อเนื่อง ยังคงส่งผลกระทบต่อรายได้ และความสามารถในการชำระหนี้ของภาคครัวเรือน โดยเฉพาะครัวเรือนเกษตรกร ส่งผลให้สถาบันการเงินยังคงระมัดระวังการปล่อยสินเชื่อ และมีส่วนทำให้สินเชื่อภาคครัวเรือน ขยายตัวชะลอลงต่อเนื่อง

โดย สิ้นไตรมาสที่ 3 ปี 2558 สินเชื่อภาคครัวเรือนขยายตัว 5.5% ชะลอลงจากไตรมาสก่อนหน้าที่ 6.2% รายได้ครัวเรือนที่อ่อนแอ ประกอบกับภาระหนี้ที่อยู่ในระดับสูง จากการเร่งก่อหนี้ในช่วงที่ผ่านมา ส่งผลต่อความสามารถ ในการชำระหนี้ของครัวเรือน สะท้อนจากอัตราหนี้ไม่ก่อให้เกิดรายได้หรือ NPL ของสินเชื่ออุปโภคบริโภคในระบบธนาคารพาณิชย์ ณ สิ้นปี 2558 ที่ 2.6%. ซึ่งสูงกว่า ณ สิ้นปี 2557 ที่อยู่ที่2.1% ในระยะต่อไป ยังต้องติดตามแนวโน้มการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยและผลของมาตรการภาครัฐ

โดยเฉพาะมาตรการสินเชื่อเพื่อช่วยเหลือเกษตรกร ที่ได้รับผลกระทบจากปัญหาภัยแล้ง และราคาสินค้าเกษตรที่อยู่ในระดับต่ำ เนื่องจากจะส่งผลกระทบต่อสภาพคล่อง รายได้ และความสามารถในการชำระหนี้ของภาคครัวเรือนในระยะถัดไป

ทั้งนี้สัดส่วนหนี้ครัวเรือนต่อจีดีพี ณ สิ้นไตรมาส 3/2558 อยู่ที่ 81.1% ขณะที่ ณ สิ้นปี 2558 มียอดหนี้คงค้างที่ปล่อยกู้ให้ครัวเรือนเป็นวงเงิน 11.04 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปี 2557 ราว 5.24 %

จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 36 ฉบับที่ 3,145 วันที่ 3 - 6 เมษายน พ.ศ. 2559
  • แท็กที่เกี่ยวข้อง
  • money_market