thansettakij
thansettakij
ตะลึง จีดีพีโลกมากกว่าครึ่ง พึ่งพาธรรมชาติ

ตะลึง จีดีพีโลกมากกว่าครึ่ง พึ่งพาธรรมชาติ

01 มี.ค. 63 | 07:07 น.

PwC เผย ธุรกิจทั่วโลกพึ่งพาธรรมชาติมากกว่าคาด คิดเป็นมูลค่าถึง 44 ล้านล้านดอลลาร์ มากกว่าครึ่งของจีดีพีโลก ชี้กลุ่มอุตสาหกรรมก่อสร้าง-เกษตร-อาหารและเครื่องดื่ม พึ่งพาธรรมชาติมากสุด

นายศิระ อินทรกำธรชัย ประธานกรรมการบริหาร บริษัท PwC ประเทศไทย เปิดเผยว่า รายงานเศรษฐกิจธรรมชาติใหม่ หรือ The New Nature Economy Report ที่สภาเศรษฐกิจโลก (World Economic Forum) ร่วมกับ PwC ประเทศ สหราชอาณาจักร ทำขึ้นเพื่อวิเคราะห์กลุ่มอุตสาหกรรมและห่วงโซ่อุปทาน 163 กลุ่มพบว่า ธุรกิจทั่วโลกมีการพึ่งพาธรรมชาติมากกว่าที่คาด โดยคิดเป็นมูลค่าทางเศรษฐกิจถึงราว 44 ล้านล้านดอลลาร์ หรือมากกว่า 50% ของจีดีพีโลก โดยมาจากธุรกิจที่พึ่งพาธรรมชาติและความหลากหลายทางชีวภาพในระดับปานกลางหรือระดับสูงมาก ขึ้นอยู่กับลักษณะของนิเวศบริการ โดยการผสมเกสรดอกไม้ คุณภาพน้ำ และการควบคุมโรคเป็น 3 ตัวอย่างบริการของระบบนิเวศที่ให้กับมนุษย์

ตะลึง จีดีพีโลกมากกว่าครึ่ง พึ่งพาธรรมชาติ

ทั้งนี้รายงานระบุว่า การพึ่งพาธรรมชาติที่อยู่ในระดับสูง ส่งผลให้ธุรกิจมีความเสี่ยงเมื่อเกิดภัยพิบัติหรือการสูญเสียทางธรรมชาติ โดยอุตสาหกรรมก่อสร้าง (มูลค่า 4 ล้านล้านดอลลาร์) การเกษตร (มูลค่า 2.5 ล้านล้านดอลลาร์) และอาหารและเครื่องดื่ม (มูลค่า 1.4 ล้านล้านดอลลาร์) ถือเป็นกลุ่มอุตสาหกรรมที่ใหญ่ที่สุด 3 อันดับแรกที่พึ่งพาธรรมชาติมากที่สุด และเมื่อรวมมูลค่าทางเศรษฐกิจของทั้ง 3 อุตสาหกรรมเข้าด้วยกันแล้ว ยังมีขนาดใหญ่เป็น 2 เท่าของเศรษฐกิจเยอรมนี โดยอุตสาหกรรมเหล่านี้ มีการสกัดทรัพยากรโดยตรงจากป่าไม้และมหาสมุทร หรือใช้ประโยชน์จากสินค้าและบริการของระบบนิเวศ เช่น ดินดี น้ำสะอาด การผสมเกสรดอกไม้ และสภาพภูมิอากาศที่ไม่แปรปรวน

หากสภาพธรรมชาติไม่อยู่ในภาวะที่เอื้อให้มนุษย์ได้ใช้ประโยชน์จากนิเวศบริการดังกล่าวได้ ก็จะส่งผลให้การดำเนินงานของกลุ่มอุตสาหกรรมเหล่านี้ต้องหยุดชะงัก โดย 15% ของจีดีพีโลก (หรือคิดเป็น 13 ล้านล้านดอลลาร์) ถูกขับเคลื่อนโดยอุตสาหกรรมที่ต้องพึ่งพาธรรมชาติในระดับสูง ขณะที่ 37% ของจีดีพีโลก (หรือคิดเป็น 31 ล้านล้านดอลลาร์) ถูกขับเคลื่อนโดยอุตสาหกรรมที่ต้องพึ่งพาธรรมชาติในระดับปานกลาง

หากพิจารณาในระดับโลก รายงานพบว่า เศรษฐกิจขนาดใหญ่ที่มีมูลค่าของจีดีพีในกลุ่มอุตสาหกรรมที่มีการพึ่งพาธรรมชาติสูงที่สุด ได้แก่ สาธารณรัฐประชาชนจีน (2.7 ล้านล้านดอลลาร์) ตามด้วย สหภาพยุโรป (2.4 ล้านล้านดอลลาร์) และ สหรัฐอเมริกา (2.1 ล้านล้านดอลลาร์) ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่า แม้แต่ภูมิภาคที่มีส่วนแบ่งทางเศรษฐกิจต่อความเสี่ยงจากการสูญเสียทางธรรมชาติในระดับต่ำกว่า ก็สามารถสร้างความเสียหายต่อทรัพยากรธรรมชาติอย่างมีนัยสำคัญในระดับลก ดังนั้น นี่จึงไม่ใช่เรื่องที่สามารถนิ่งนอนใจได้

“จะเห็นว่า ภัยพิบัติทางธรรมชาติได้ส่งผลกระทบอย่างใหญ่หลวงต่อระบบเศรษฐกิจ ธุรกิจ สังคม ชุมชน และประชาชนทั่วไปอย่างเราๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งปีนี้ โลกต้องเผชิญกับเหตุการณ์ที่ท้าทายหลายอย่างไม่ว่าจะเป็นภาวะโลกร้อนที่ส่งผลเสียต่อระบบนิเวศในทวีปแอนตาร์กติกา วิกฤตไฟป่าที่ออสเตรเลีย มลภาวะฝุ่นในกรุงเทพและปริมณฑล หรือแม้กระทั่ง การระบาดของไวรัสโควิด-19  ที่สร้างความท้าทายไม่น้อยไปกว่าภัยพิบัติทางธรรมชาติ”