
“ทริส”คาดเศรษฐกิจไทยปี 63 โต 2.0-2.3%
“ทริส”คาดเศรษฐกิจไทยปี 63 เติบโต 2.0-2.3% ประเมินผลกระทบเชื้อไวรัส COVID-19 ฉุดรายได้จากการท่องเที่ยวสูญ 1.03-1.92 แสนล้านบาท จีดีพีหด 0.4-0.8%
(13 ก.พ. ) นายศักดิ์ดา พงศ์เจริญยง กรรมการผู้จัดการ บริษัททริส เรทติ้ง ประเทศไทย พร้อมด้วยนักวิเคราะห์อาวุโสของบริษัทฯ ร่วมเสนอมุมมองเกี่ยวกับแนวโน้มของภาวะเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมหลักๆ ของประเทศไทยในปี 2563 ในงานสัมมนาที่จัดโดย บริษัท ทริสเรทติ้ง จำกัด ณ โรงแรมคราวน์พลาซ่าในวันนี้
*คาดเศรษฐกิจไทยปี63 เติบโต 2.0%-2.3%
ทริสเรทติ้งคาดการณ์เศรษฐกิจไทยจะชะลอตัวลงต่อเนื่องจากปี 2562 ซึ่งคาดว่าจะมีอัตราการเติบโตของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศเท่ากับ 2.5% โดยคาดว่าอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจของไทยในปี 2563 จะได้รับผลกระทบในเชิงลบจากปัจจัยหลายอย่างที่เกิดขึ้น รวมทั้ง สถานการณ์ล่าสุดจากภาวะการแพร่ระบาดอย่างต่อเนื่องของโรคปอดอักเสบจากเชื้อไวรัสโคโรน่าสายพันธุ์ใหม่ (COVID-19) ซึ่งเชื่อว่าจะส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อระบบเศรษฐกิจ ในขณะที่ความล่าช้าในการผ่านพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2563 ก็จะเป็นสาเหตุให้การเบิกจ่ายงบประมาณเพื่อการลงทุนตามแผนล่าช้าออกไป ซึ่งเป็นการลดทอนผลที่คาดว่าจะได้จากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจในปี 2563 และปัจจัยสุดท้ายคือสถานการณ์ภัยแล้งที่คาดว่าจะเป็นปัจจัยลบต่อโอกาสการการเติบโตของภาคการเกษตร
การระบาดของเชื้อไวรัสโคโรน่าสายพันธุ์ใหม่ในสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนจีนทำให้การเดินทางท่องเที่ยวทั้งแบบกลุ่มและแบบอิสระมายังประเทศไทยต้องถูกยกเลิกอย่างกระทันหัน ซึ่งก่อนหน้านี้ ภาคการท่องเที่ยวมีความสำคัญอย่างมากในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของไทย โดยคิดเป็นสัดส่วนประมาณ 11% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ ในปี 2562 ซึ่งมีจำนวนนักท่องเที่ยวจากสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนจีนคิดเป็นสัดส่วนถึง 28% ของนักท่องเที่ยวต่างชาติทั้งหมดที่เดินทางเข้ามาประเทศไทย
ทริสเรทติ้งประมาณการผลกระทบจากการระบาดของเชื้อไวรัส COVID-19 ว่าจะทำให้ประเทศไทยสูญเสียรายได้จากการท่องเที่ยวในปี 2563 ประมาณ 1.03 แสนล้านบาท ในกรณีการแพร่ระบาดที่ทำให้นักท่องเที่ยวลดลงภายในระยะเวลา 3 เดือน ในขณะที่ความเสียหายอาจเพิ่มขึ้นเป็นเป็น 1.92 แสนล้านบาท หากการแพร่ระบาดลุกลามรุนแรงและทำให้จำนวนนักท่องเที่ยวลดลงอย่างต่อเนื่องนานถึง 6 เดือน โดยรายได้จากการท่องเที่ยวที่สูญเสียไปจะคิดเป็นประมาณ 1.1%-2.1% ของค่าใช้จ่ายในการบริโภคภาคเอกชนของประเทศ หรือเทียบเท่า 0.4%-0.8% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ อนึ่ง เมื่อพิจารณาเฉพาะรายได้ที่สูญเสียจากการท่องเที่ยวในส่วนของค่าที่พัก อาหาร และเครื่องดื่มแล้วจะคิดเป็น 2.8%-5.3% ของค่าใช้จ่ายเพื่อการบริโภคสำหรับค่าโรงแรมและภัตตาคารของประเทศ
การระบาดของไวรัส COVID-19 ไม่เพียงแต่จะมีผลกระทบต่ออุตสาหกรรมการท่องเที่ยวของไทยเท่านั้น แต่ยังเป็นปัจจัยเสี่ยงที่สำคัญต่อภาวะเศรษฐกิจของจีนและการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกซึ่งเดิมเคยคาดการณ์ว่าจะฟื้นตัวในปี 2563 ซึ่งปัจจัยดังกล่าวนี้จะส่งผลกระทบต่อภาคการส่งออกของไทยซึ่งพึ่งพาภาวะเศรษฐกิจโลกเป็นอย่างมากอีกด้วย ทั้งนี้ ผลกระทบที่เป็นลูกโซ่นี้อาจเห็นได้จากการลดลงของการใช้จ่ายเพื่อการบริโภค ที่เป็นผลจากความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจที่ทวีความรุนแรงมากยิ่งขึ้น ปัจจัยเสี่ยงต่อการบริโภคอีกประการหนึ่งคือภาวะความรุนแรงของภัยแล้ง ซึ่งส่งผลกระทบต่อรายได้ครัวเรือนของประชากรในชนบทซึ่งยังคงเป็นเศรษฐกิจที่มีสัดส่วนขนาดใหญ่ของเศรษฐกิจประเทศ ในขณะเดียวกัน ทริสเรทติ้งไม่คาดว่ากลุ่มชนชั้นกลางจะมีการใช้จ่ายมากขึ้นในสถานการณ์ที่ภาระหนี้ครัวเรือนยังอยู่ในระดับสูง
ทริสเรทติ้งคาดว่า ปี 2563 จะเป็นปีที่ภาคธุรกิจต่าง ๆ จะต้องเผชิญกับความท้าทายในหลาย ๆ ด้าน ผลกระทบจากการแพร่ระบาดของไวรัส COVID-19 ที่ส่งผลกระทบโดยตรงต่ออุตสาหกรรมการบินและการโรงแรมเป็นตัวอย่างที่เห็นได้ชัดเจน ในขณะที่อุตสาหกรรมอื่น ๆ นั้นก็จะต้องเผชิญกับความท้าทายที่แตกต่างกันไปตามสภาพแวดล้อมในการดำเนินธุรกิจนั้นๆ






