thansettakij
thansettakij
แบงก์ชาติห่วง  หนี้ผิดนัดพุ่ง

แบงก์ชาติห่วง หนี้ผิดนัดพุ่ง

26 ธ.ค. 62 | 09:40 น.

แบงก์ชาติเร่งสางหนี้เสียเอสเอ็มอี เหตุพบหนี้ผิดนัดชำระพุ่ง ยอมรับเรื่องเร่งด่วนต้องชัดเจนไตรมาสแรกปีหน้า  

 


จากสมาคมแบงก์ไทย-บสย.เร่งปรับหนี้เชิงรุก ด้านขุนคลังเดินหน้ายกระดับการพัฒนาเอสเอ็มอีแบบครบวงจร ตั้งแต่ต้นนํ้ายันปลายนํ้า ดัน “สมคิด” นั่งประธานร่วมกระทรวงอุตฯ-เกษตรฯ-บีโอไอ-เอกชน ระบุให้สินเชื่อควบคู่สิทธิประโยชน์ภาษี เตรียมหารือนัดแรกหลังปีใหม่

นายวิรไท สันติประภพ ผู้ว่าการ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวในเวทีสัมมนา Thailand Economic Outlook: เศรษฐกิจไทย 2020 ซึ่งจัดโดยหนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจเมื่อวันที่ 23 ธันวาคม โดยระบุว่า  เศรษฐกิจไทยปีหน้าคาดว่าจะเติบโตที่ 2.8% ซึ่งหลักๆ มาจากภาครัฐจะเข้ามามีบทบาทมากขึ้น แต่ยังถือว่าเป็นตัวเลขที่ตํ่ากว่าศักยภาพที่ควรจะขยายตัว 3.5-4% จึงมีความจำเป็นที่จะต้องช่วยกันมากขึ้น โดยเฉพาะการช่วยการปฏิรูปโครงสร้างทางเศรษฐกิจ ขณะที่แนวโน้มการส่งออกมีโอกาสขยายตัวได้ดีกว่าปีนี้ ที่คาดว่าส่งออกจะติดลบ 3-4%

แบงก์ชาติห่วง  หนี้ผิดนัดพุ่ง

  

อย่างไรก็ตาม ปีนี้ ธปท.เน้นปรับปรุงโครงสร้างหนี้เชิงรุกทั้งรายบุคคลและผู้ประกอบการเอสเอ็มอี โดยในส่วนของหนี้เอสเอ็มอีนั้น ได้เสนอรัฐบาลและฝากเป็นการบ้านทั้งกับสมาคมธนาคารไทย(TBA) ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ที่ปล่อยสินเชื่อผ่านการคํ้าประกันของบรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม(บสย.)เป็นพอร์ต แต่เวลาที่เป็นหนี้เสีย ทางธนาคารต้องปรับปรุงโครงสร้างหนี้ หากมีเจ้าหนี้มากกว่าเกิน 2 รายจะทำให้ยากขึ้นหรือกรณีฟ้องคดีลูกหนี้ ซึ่งหากทุกธนาคารเร่งฟ้องพร้อมๆกัน จะไปกระทบวงเงินที่ลูกหนี้มีกับธนาคารอื่นไม่สามารถปล่อยวงเงินเพิ่มให้ลูกหนี้ 

“หนี้ผิดนัดชำระค่อนข้างมาก จึงทำนโยบายปรับปรุงโครงสร้างหนี้กว่า 4 หมื่นล้านบาท ซึ่งทั้งบสย.สมาคมธนาคารไทยและธปท.จะออกเกณฑ์ให้ชัดเจนเพื่อเร่งปรับโครงสร้างหนี้เชิงรุก”

ด้านนายปรีดี ดาวฉาย กรรมการผู้จัดการ ธนาคารกสิกรไทยในฐานะประธานสมาคมธนาคารไทยกล่าวยอมรับว่า การฟ้องคดีลูกหนี้ที่ผิดนัดชำระนั้นเป็นการฟ้อง เพื่อเรียกหลักทรัพย์คํ้าประกันจากบสย.แต่กระบวนการนี้เป็นอุปสรรคต่อการปรับโครงสร้างหนี้ให้กับลูกค้าเอสเอ็มอี เนื่องจากธนาคารไม่กล้าจะปล่อยวงเงินเพิ่มเติมให้กับลูกค้าที่ผิดนัดชำระ เพราะเกรงว่าจะเกิดผลกระทบต่อเอ็นพีแอลและการตั้งสำรองหนี้เสียที่เพิ่มขึ้น จึงต้องพยายามหาทางออกร่วมกัน 

นายเมธี สุภาพงษ์ รองผู้ว่าการ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.)กล่าวว่า การ ปรับโครงสร้างหนี้เอสเอ็มอีที่กำลังจะมีปัญหาจะต้องหามาตรการป้องกัน เป็นแนวคิดที่เห็นร่วมกันของธปท.กับทางภาครัฐ โดยธปท.อาจจะทำเองหรือเสนอแนวคิดให้คนอื่นทำเช่น หนี้บสย.ที่ยังค้างอยู่มีจำนวนมากก็หาวิธีปรับโครงสร้าง

“ยอมรับมีความจำเป็นเร่งด่วนและต้องเห็นในไตรมาส 1 คือต้องมีอะไรออกมาแต่ผมยังไม่ทราบรายละเอียด”

นายอุตตม สาวนายน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังกล่าวกับ “ฐานเศรษฐกิจ” ว่า นอกจากเตรียมแพ็กเกจช่วยเหลือเอสเอ็มอีที่ได้รับผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัวแล้ว ปีหน้ากระทรวงการคลังยังมีแผนการยกระดับการพัฒนาผู้ประกอบการเอสเอ็มอีให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยจะผลักดันเอสเอ็มอีทั้งระบบห่วงโซ่ของอุตสาหกรรมนั้นๆ โดยเฉพาะเอสเอ็มอีในกลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมาย ให้เติบโตได้ไปพร้อมๆ กันแบบองค์รวมและครบวงจร

ทั้งนี้จะมีการจัดตั้งคณะกรรมการร่วมขึ้นมา 1 ชุด เพื่อดูแลเป็นการเฉพาะ โดยจะมีนายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน และมีหน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมเป็นคณะกรรมการ เพื่อทำหน้าที่ประสานการทำงานให้เกิดประโยชน์สูงสุด ซึ่งจะมีทั้งกระทรวงการคลัง กระทรวงอุตสาหกรรม กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน(บีโอไอ) สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย 

หน้า 2 ฐานเศรษฐกิจ ฉบับ 3534 วันที่ 26-28 ธันวาคม 2562