
เก็บแน่หลังปีใหม่ ภาษีอี-คอมเมิร์ซ
“อุตตม” ลั่น หลังปีใหม่ เห็นการจัดเก็บภาษี อี-คอมเมิร์ซ จากแพลตฟอร์มต่างประเทศแน่ ระบุนายกฯเร่งรัด ยันผู้ประกอบการพร้อม ด้านเอกชนมองยังเป็นโจทย์ยาก เหตุจำแนกรายการลำบากด้านลาซาด้า เชื่อไม่กระทบเติบโต แนะรัฐจูงใจผู้ค้าออนไลน์เข้าระบบ
กรมสรรพากร โดยอธิบดี นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ ออกมาระบุว่า ได้ตั้งหน่วยงานขึ้นมาใหม่ชื่อว่า กองสำรวจธุรกิจนอกระบบ (กสน.) เพื่อเข้าไปสำรวจตรวจสอบคนที่อยู่นอกระบบภาษี โดยเฉพาะผู้ค้าขายออนไลน์ ที่ยังไม่เสียภาษีหรือเสียภาษีไม่ถูกต้อง เพื่อให้เสียภาษีหรือเข้าระบบภาษีอย่างถูกต้อง ล่าสุดนายอุตตม สาวนายน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยกับ “ฐานเศรษฐกิจ” ว่า การจัดเก็บภาษีจากผู้ประกอบการธุรกรรมอิเล็กทรอนิกส์ (E-Business) จากผู้ให้บริการ
ในต่างประเทศนั้นเชื่อว่า จะได้เห็นในช่วงหลังปีใหม่นี้แน่นอน เพราะนายกรัฐมนตรีให้ความสำคัญกับภาษีดังกล่าวมาก เนื่องจากมองว่าไทยได้ก้าวเข้าสู่ประเทศที่พัฒนาด้านดิจิทัลเช่นเดียวกับทั่วโลก จึงต้องมีการบังคับใช้กฎหมายที่เหมาะสมกับการเปลี่ยนแปลงของโลกด้วยเช่นเดียวกัน
ขณะเดียวกันรายงานของกรมสรรพากรยังระบุว่า ผู้ประกอบการต่างชาติเอง ก็ไม่ได้มองว่า การบังคับใช้ภาษี E-Business เป็นปัญหา เพราะหากกฎหมายมีผลบังคับใช้ก็พร้อมเสียภาษีอย่างถูกต้อง ดังนั้นกระทรวงการคลังก็พร้อมเดินหน้าอย่างเต็มที่ ส่วนความคืบหน้าการปรับโครงสร้างภาษีใหม่นั้น ยืนยันว่า จะเห็นความชัดเจนในไตรมาส 1 ปีหน้าแน่นอน ซึ่งยอมรับว่า โครงสร้างภาษีเป็นเรื่องซับซ้อน และละเอียดอ่อน ดังนั้นต้องให้เวลาหน่วยงานที่เกี่ยวข้องพิจารณา
ให้รอบคอบ และทยอยบังคับใช้ในช่วงเวลาที่เหมาะสมต่อไป
ด้านนายนริศ สถาผลเดชา ผู้บริหาร TMB Analytics กล่าวว่า การจัดเก็บภาษีอี-คอมเมิร์ซในไทยยังมีความยากจาก 2 เรื่องคือ 1.ธุรกรรมที่มีการโอนเข้า-ออก ระบบธนาคารจะรู้ได้อย่างไรว่าเป็นการทำรายการซื้อขายจริง 2.การใช้แพลตฟอร์มจากภายนอกหรือการใช้จ่ายที่ไม่ได้โอนเงินกลับเข้ามาในระบบธนาคารพาณิชย์ ซึ่งธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.) จะมองไม่เห็นเงินก้อนดังกล่าว นอกจากนี้อี-คอมเมิร์ซ บน EEC ซึ่งได้รับสนับสนุนแพลตฟอร์มต่างประเทศและให้สิทธิประโยชน์ทางภาษี โดยที่ผู้ขายต่างประเทศจะขายสินค้าเข้ามาที่ไทยจำนวนมากแต่ไม่ต้องเสียภาษี ในทางกลับกันผู้ขายในประเทศถูกเก็บภาษีเรื่องนี้ จะทำให้ผู้ขายในประเทศไม่สามารถแข่งขันเพราะเกิดความไม่เท่าเทียมหลายประเด็น
“ในทางปฏิบัติเป็นความยากที่จะแยกแยะแม้แบงก์สามารถจำแนกร้านค้าที่อยู่บนแพลตฟอร์มได้ กรณีมี E-Marketplace ให้กับลูกค้าว่า เป็นธุรกรรมที่เกิดจากการซื้อขายบน E-commerce แต่สามารถเลี่ยงได้ ถ้าร้านค้ารับเป็น E-Wallet หรือต้องมั่นใจว่า ร้านค้าไม่แปลงอี-วอลเล็ตเป็นเงิน หรือกรณีที่ซื้อขายกับต่างประเทศผ่าน PayPal ถ้าเงินยังอยู่ในระบบธปท.ก็สามารถตรวจสอบได้เช่นเดียวกับการใช้บัตรเครดิตรูดซื้อสินค้าโดยไม่แปลงเป็นสกุลอื่น”
ขณะที่นายแจ็ค จาง รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ลาซาด้า จำกัด (ประเทศไทย) กล่าวกับ “ฐานเศรษฐกิจ” ว่า ช่วงที่ผ่านมา ลาซาด้า ประเทศไทยให้การสนับสนุนและส่งเสริมนโยบายภาครัฐในหลายด้าน หากมีนโยบายหรือมาตรการดังกล่าวเกิดขึ้นมา ทางลาซาด้า ก็พร้อมให้ความร่วมมือเต็มที่ ส่วนจะกระทบการเติบโตของอี-คอมเมิร์ซหรือไม่นั้น ขณะนี้อาจจะยังตอบไม่ได้ชัดเจน เพราะผู้ค้าในแพลตฟอร์มส่วนใหญ่เป็นคนไทย แต่สำหรับสินค้าในกลุ่ม Cross border ผู้ขายและผู้ซื้อก็คงต้องพิจารณาไปตามความเหมาะสมเมื่อมีการประกาศใช้นโยบายดังกล่าว คาดว่าไม่น่าจะเกิดผลกระทบกับอุตสาหกรรมอี-คอมเมิร์ซมากนักเพราะยังมีการเติบโตในส่วนอื่นๆ มากกว่า ไม่ใช่แค่เพียงการสั่งสินค้าจากต่างประเทศเพียงอย่างเดียว
นายภาวุธ พงษ์วิทยภานุ กรรมการผู้จัดการและผู้ก่อตั้งเว็บไซต์ บริษัท TARAD.com กล่าวว่า เห็นด้วยกับแนวคิดของกระทรวงการคลังที่จะมีการจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม (แวต) 7% ในสินค้าที่สั่งซื้อออนไลน์และส่งจากต่างประเทศทางไปรษณีย์ทุกชนิดราคา และยกเลิกการยกเว้นส่วนที่ไม่เกิน 1,500 บาท เนื่องจากสร้างความเท่าเทียมให้กับธุรกิจไทยที่ปฏิบัติถูกต้องตามกฎหมาย โดยที่ผ่านมาสินค้าจากต่างประเทศ โดยเฉพาะจีนเข้ามาในไทยเป็นจำนวนมาก
อย่างไรก็ตาม กฎระเบียบต่างๆ ที่ออกมา มีส่วนที่ให้คุณและให้โทษ ภาครัฐควรมีมาตรการจูงใจให้ผู้ประกอบการออนไลน์เข้าสู่ระบบ โดยอาจใช้มาตรการภาษีกระตุ้น เช่น ถ้าเข้ามาอยู่ในระบบจัดเก็บ VAT 6% ซึ่่งมองว่า ผู้ประกอบการสินค้าออนไลน์ส่วนใหญ่ต้องการเข้าสู่ระบบถูกต้องตามกฎหมาย และภาครัฐควรร่วมมือกับสมาคมฯ ต่างๆ ที่เกี่ยวกับอี-คอมเมิร์ซ ทั้งสมาคม
ผู้ประกอบการ อี-คอมเมิร์ซไทย สมาคมโลจิสติกส์ หรือภาคเอกชน เพื่อร่วมกันทำงานและให้ความรู้กับผู้ประกอบการ
บาท หน้า 1 ฐานเศรษฐกิจ ฉบับ 3533 วันที่ 22-25 ธันวาคม 2562






