
นักลงทุนแห่เก็งกำไรพันธบัตร หนีดอกเบี้ยติดลบ
นักลงทุนช็อปพันธบัตรหวังแคปปิตอลเกน ฝ่าแนวโน้มอัตราดอกเบี้ยติดลบเพิ่ม-ยีลด์เคิร์ฟลดวงในค่ายประกันเผยผลตอบรับการปรับแนวทำตลาดยูนิตลิงก์-บำนาญยังไม่ปัง แนะรัฐร่วมโปรโมตและออกมาตรการภาษีกระตุ้น
สัญญาณเตือนจากเส้นอัตราผลตอบแทนลดลงซึ่งสะท้อนอัตราผลตอบแทนพันธบัตรระยะสั้นสูงกว่าอัตราผลตอบแทนพันธบัตรระยะยาว ในช่วงที่ผ่านมายังคงอยู่ถึงปัจจุบัน โดยนายวิรไท สันติประภพ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยว่า แนวโน้มอัตราดอกเบี้ยโลกที่อยู่ในระดับตํ่าเป็นเวลานานและยังจะคงอยู่ต่อไปนั้น เป็นความท้าทายสำหรับผู้ทำนโยบายและผู้กำกับดูแลทั่วโลก โดยเฉพาะความเสี่ยงที่มีความรุนแรงมากขึ้นต่อเสถียรภาพของระบบการเงินโลก เพราะปัจจุบันคนส่วนใหญ่พยายามจะเข้าไปลงทุนในตราสารที่มีความเสี่ยงสูงโดยประเมินความเสี่ยงตํ่า (Search for Yield) เพื่อหาผลตอบแทน ขณะที่กิจกรรมในตลาดพันธบัตรทั่วโลกมีการซื้อขายอยู่ในอัตราดอกเบี้ยติดลบมูลค่าประมาณ 15-17 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐฯซึ่งอาจส่งผลลบต่อโครงสร้างของระบบการเงินโลกในระยะยาวทั้งกำไรของภาคธนาคาร หรือกองทุนสำรองเลี้ยงชีพในหลายประเทศรวมทั้งธุรกิจประกันชีวิตที่อาจไม่สามารถหาผลตอบแทนเพื่อจ่ายคืนลูกค้า
ต่อประเด็นดังกล่าวนายธาดา พฤฒิธาดา กรรมการผู้จัดการสมาคมตลาดตราสารหนี้ไทยเปิดเผยกับ “ฐานเศรษฐกิจ” ว่า ผลกระทบจากอัตราผลตอบแทนพันธบัตร(Yield Curve) ติดลบ จะเป็นผลกระทบต่อการบันทึกมูลค่าทางบัญชีเก่า โดยเฉพาะบริษัทประกันที่มีการนำรายได้จากเบี้ยประกันมาลงทุนในพันธบัตรเหล่านี้ เพื่อหาผลตอบแทนให้กับผู้เอาประกัน แต่ก็ต้องขึ้นกับวิธีการลงทุนบัญชีด้วยว่า ระบบบัญชีเป็นอย่างไรเพราะอย่าลืมว่ากรณีที่ Yield Curve ลดลงหรือติดลบ แสดงว่า ราคาเพิ่มขึ้นด้วย ดังนั้น แม้จะลงบันทึกว่า หนี้สินเพิ่มขึ้นจากการที่ Yield Curve ลดลง แต่สินทรัพย์ก็เพิ่มขึ้นเช่นเดียวกัน
“ในแง่ผู้ออกหุ้นกู้หรือพันธบัตรการที่ Yield Curve ปรับขึ้นลง เป็นการเปลี่ยนแปลงราคาจากการซื้อขายเท่านั้น เพราะในแง่ของภาระหนี้สินก็ยังเท่าเดิม เมื่อครบกำหนดอายุพันธบัตร อย่างบริษัท เอ ออกหุ้นกู้ วงเงิน 1 พันล้านบาท อายุ 5 ปี เมื่อครบ 5 ปี บริษัท เอ ก็มีภาระต้องชำระหนี้ 1,000 ล้านบาทเท่าเดิม ไม่ได้เพิ่มขึ้นหรือลดลง ตาม Yield Curve ที่ปรับขึ้นลง”
สำหรับเม็ดเงินลงทุนของนักลงทุนต่างชาติในตลาดตราสารหนี้ ขณะนี้ถือว่า เป็นยอดซื้อสุทธิและขายสุทธิสลับกัน แต่นับตั้งแต่ต้นเดือนจนถึงล่าสุดเมื่อ 2 สัปดาห์ที่แล้ว มียอดไหลออกสุทธิ 85,000 ล้านบาท ซึ่งหลักๆก็ยังมาจากปัญหาสงครามการค้าระหว่างสหรัฐฯกับจีน และทิศทางดอกเบี้ยนโยบายทั่วโลกที่เป็นขาลง ซึ่งล่าสุดธนาคารกลางสหรัฐฯ(เฟด)ก็ปรับลดดอกเบี้ยนโยบายลง แต่ยังไม่ชัดเจนว่า คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) จะดำเนินการอย่างไรในการประชุมรอบถัดไปวันที่ 6 พฤศจิกายนนี้
ขณะนี้ การใช้นโยบายการเงินทั่วโลกพิสูจน์แล้วว่า มีผลจำกัดในช่วงเศรษฐกิจปัจจุบัน ดังนั้นสิ่งสำคัญคือต้องใช้นโยบายการคลัง แต่ก็ไม่สามารถดำเนินการได้ เนื่องจากแต่ละประเทศมีปัญหาเรื่องหนี้สาธารณะอยู่ในระดับสูง ซึ่งไทยยังโชคดีที่ยังมีพื้นที่จะใช้นโยบายการคลังได้ เพราะระดับหนี้สาธารณะยังตํ่ามาก ประมาณกว่า 40% ของจีดีพี ขณะที่มีเพดานไม่เกิน 60% ของจีดีพี
นายนริศ สถาผลเดชา เจ้าหน้าที่บริหาร ศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจทีเอ็มบี ระบุว่า สัญญาณอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลมีแนวโน้มติดลบมากขึ้นในหลายประเทศ อาทิ สวิตเซอร์แลนด์ ฝรั่งเศส เดนมาร์ก สเปน เยอรมนี และญี่ปุ่น แต่สาเหตุที่ธนาคารและนักลงทุนส่วนใหญ่ยังซื้อพันธบัตร เพราะผู้ซื้อหวังว่าราคาพันธบัตรจะเพิ่มขึ้น(Capital Gain) อนาคต เนื่องจากมองไปข้างหน้านโยบายอัดฉีดสภาพคล่องสู่ระบบยังคงมีมาต่อเนื่องทั้งสหรัฐฯ ยุโรป และรัฐบาลญี่ปุ่นตั้งธงยังคงพิมพ์เงินโดยเข้าซื้อพันธบัตรเป็นแนวทางหลักและตั้งเป้าอัตราดอกเบี้ยติดลบไม่เกิน -0.1% อย่างไรก็ตาม เส้นอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลเป็นมาตรวัด(Bench Mark)ในการตั้งราคาเกือบทุกประเภทในระบบการเงิน เช่นเดียวกับธนาคารใช้Yield Curve ในการตั้งราคาอัตราดอกเบี้ยทั้งเงินฝากและเงินกู้ ถ้า Bench Mark ที่ปรับลดจะทำให้อัตราดอกเบี้ยอยู่ในระดับตํ่าซึ่งทำให้การส่งผ่านนโยบายการเงินไม่เป็นธรรมชาติทำให้อัตราดอกเบี้ยบิดเบือนในระยะยาว
นริศ สถาผลเดชา
“หาก Yield Curveตํ่าอาจไม่จูงใจให้แบงก์กู้เงินระยะสั้นมาปล่อยกู้ระยะยาวแต่จะหันไปปล่อยกู้ในตลาดซื้อคืน(Repo) เพราะเทียบกับผลตอบแทนในพันธบัตรต้องใช้เวลากว่า 7 ปีที่จะได้รับผลตอบแทนเท่า Repo ในอัตรา 1.5%”
แหล่งข่าวจากสมาคมประกันชีวิต กล่าวว่า ตั้งแต่ต้นปีถึงปัจจุบันอัตราดอกเบี้ยอ้างอิงพันธบัตรรัฐบาลปรับลดลง 1%แต่ในแง่ของคนซื้อประกัน ส่วนใหญ่จะตัดสินใจซื้อประกันแบบออมทรัพย์เพราะรู้ว่าอนาคตจะได้รับเงินคืนมากกว่ากรมธรรม์แบบอื่น ซึ่งปัจจุบันการขายประกันแบบออมทรัพย์จึงขายง่ายกว่าแบบคุ้มครองอย่างเดียว ทั้งนี้แม้ว่าหลายบริษัทมีการปรับตัว หรือบ้างไม่ค่อยทำตลาดแบบสะสมทรัพย์ (ไฮเซฟวิ่ง) แต่บางบริษัทประกันที่ต้องการปั๊มยอดขายก็จะเน้นทำตลาดกันอยู่ซึ่งขึ้นอยู่กับแต่ละค่ายจะบริหารจัดการ เช่น บมจ.เมืองไทยประกันชีวิต หรือบมจ. ทิพยประกันชีวิต เป็นต้น
“โดยธรรมชาติคนจะตัดสินใจซื้อประกันแบบออมทรัพย์ง่ายกว่ากรมธรรม์แบบอื่น เพราะรู้ว่าอนาคตจะได้รับเงินคืนมากกว่า แต่แบบยูนิตลิงก์ตลาดยังตอบรับไม่มาก เช่นเดียวกับแบบบำนาญ ซึ่งจะต้องใช้เวลาโปรโมตกว่าประชาชนจะรู้เรื่องและรัฐบาลอาจจะต้องออกมาตรการภาษีช่วยกระตุ้นให้คนนิยม”
หน้า 19-20 หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 39 ฉบับที่ 3,519 วันที่ 3-6 พฤศจิกายน 2562






