thansettakij
thansettakij
ธ.ก.ส.ลุยจ่ายเงินเกษตรกร 1 พ.ย.นี้

ธ.ก.ส.ลุยจ่ายเงินเกษตรกร 1 พ.ย.นี้

31 ต.ค. 62 | 11:36 น.
อัปเดตล่าสุด :01 พ.ย. 62 | 11:05 น.

ธ.ก.ส.จ่ายเงิน 4.8 แสนล้านบาทปลุกเศรษฐกิจฐานรากช่วง 6 เดือน ดีเดย์แจกเงินประกันรายได้สวนยางวันแรก 5.2 หมื่นราย 176 ล้านบาท

นายอภิรมย์ สุขประเสริฐ ผู้จัดการธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) เปิดเผยว่า วันนี้  (1 พ.ย.2562 )ธนาคารจะโอนเงินงวดแรก ผ่านบัญชี ธ.ก.ส.ให้กับเกษตรกรผู้ปลูกยางพารา จำนวน 52,000 ราย เป็นเงิน 176 ล้านบาท ตามโครงการประกันรายได้เกษตรกรชาวสวนยาง ซึ่งมีเป้าหมายเกษตรกรชาวสวนยางทั้งเจ้าของสวนและคนกรีดอย่างรวมกว่า 1.7 ล้านราย วงเงินรวม 23,472 ล้านบาท โดยแบ่งเป็น 3 งวด นอกจากนี้ ในส่วนโครงการประกันรายได้เกษตรกรผู้ปลูกข้าวนาปี ปี 2562 /63 วงเงิน 20,940 ล้านบาท เป้าหมายเกษตรกร 4.31 ล้านราย ได้โอนเงินรอบที่หนึ่งไปแล้วทั้งสิ้น 349,300 ครัวเรือน เมื่อวันที่ 15 ต.ค.ที่ผ่านมา รวมเป็นเงินกว่า 9,411 ล้านบาท

ธ.ก.ส.ลุยจ่ายเงินเกษตรกร 1 พ.ย.นี้

ส่วนโครงการสนับสนุนต้นทุนการผลิตให้แก่เกษตรกรผู้ปลูกข้าวนาปี ปีการผลิต 2562 /63 ในอัตราไร่ละ 500 บาท ครัวเรือนละไม่เกิน 20 ไร่ วงเงิน 24,810 ล้านบาท เป้าหมายเกษตรกร 4.31 ล้านครัวเรือน โอนไปแล้ว 3.99 ล้านครัวเรือน หรือ 98% ของผู้มีสิทธิ์ทั้งหมด เป็นเงิน 23,929 ล้านบาท มีเพียงเกษตรกรในภาคใต้ซึ่งฤดูกาลปลูกล่าช้ากว่าพื้นที่อื่นคาดว่าจะโอนเงินให้แล้วเสร็จภายในเดือนเมษายน 2563
 

ขณะที่โครงการประกันรายได้เกษตรกรชาวสวนปาล์มน้ำมันปี 2562 -2563 วงเงิน 13,000 ล้านบาท เป้าหมายเกษตรกร 263,107 ครัวเรือน โอนเงินรอบแรกไปเมื่อวันที่ 1 ต.ค.ที่ผ่านมา จำนวน 254,667 ครัวเรือน คิดเป็นเงิน 1,351 ล้านบาท โดยแบ่งจ่ายเป็น 8 งวด ทุกๆ 45 วัน รวมเม็ดเงินที่ธนาคารได้กระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากไปแล้ว ทั้ง 4 โครงการ กว่า 34,600 ล้านบาท อย่างไรก็ตามมาตรการเป็นโครงการระยะสั้น ที่กระตุ้นราคาตลาดให้ปรับตัวสูงขึ้นเท่านั้น แต่ทางธนาคารได้หารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อสนับสนุนช่องทางตลาดระยะยาว และเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต ลดต้นทุนในระยะยาวด้วย

นายอภิรมย์ กล่าวว่า ในช่วง 6 เดือนจากนี้ นอกจากวงเงินกระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากตามนโยบายรัฐบาลประมาณ 8 หมื่นล้านบาท ยังมีเม็ดเงินปล่อยสินเชื่อให้กับลูกค้าของธนาคาร อีกประมาณ 4 แสนล้านบาท รวมเป็น 4.8 แสนล้านบาท ที่จะอัดเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจ โดยคาดว่าเม็ดเงินส่วนนี้จะสะพัดในเศรษฐกิจฐานรากเพิ่มขึ้นอีก 2.5 เท่า คิดเป็นเงิน 1.2 ล้านล้านบาท ตามที่สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ประเมินไว้