
หุ้นไฮสปีดเทรน ไม่รุ่ง แรงขายทำกำไร-หมดสตอรี
ราคาหุ้นรถไฟเชื่อม 3 สนามบินไม่คึกคัก CK และ ITD ร่วงยกแผง หลังมีแรงขายทำกำไร โบรกเผยปกติกลุ่มรับเหมาฯ ตอบรับแค่ชั่วคราว จากนั้นจบประเด็นต่อเนื่อง ชี้จับตา CK ยังไม่ชัดเจนจะได้งานเพิ่มจากฐานราก
ผ่านพ้นไปแล้วสำหรับมหากาพย์โครงการรถไฟความเร็วสูง (ไฮสปีดเทรน) เชื่อม 3 สนามบิน ที่เริ่มให้ยื่นซองประมูลตั้งแต่วันที่ 12 พฤศจิกายน 2561 จนล่าสุดเมื่อวันที่ 24 ตุลาคม 2562 ได้ลงนามสัญญาร่วมทุนระหว่างการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) กับ บริษัท รถไฟความเร็วสูงสายตะวันออกเชื่อมสามสนามบิน จำกัด โดยมีผู้ถือหุ้นประกอบด้วย บริษัท เจริญโภคภัณฑ์โฮลดิ้ง จำกัด สัดส่วน 70%, บริษัท ทางด่วนและรถไฟฟ้ากรุงเทพ จำกัด (มหาชน) (BEM) สัดส่วน 10%, บริษัท China Rsilway Construction Corporation Limited (CRCC) สัดส่วน 10%, บริษัท ช.การช่าง จำกัด (มหาชน) (CK) สัดส่วน 5% และบริษัท อิตาเลียนไทย ดีเวล๊อปเมนต์ จำกัด (มหาชน) (ITD) สัดส่วน 5%
จากการติดตามความเคลื่อนไหวราคาหุ้นบริษัทจดทะเบียน (บจ.) ที่มีสัดส่วนการถือหุ้นใน บริษัท รถไฟความเร็วสูงสายตะวันออกเชื่อมสามสนามบิน จำกัด คือ BEM CK และ ITD เมื่อวันที่ 24 ตุลาคม 2562 หุ้น BEM ปิดที่ 10.60 บาท ไม่มีการเปลี่ยนแปลงจากราคาปิดวันที่ 22 ตุลาคม 2562, CK ปิดที่ 22.10 บาท ลดลง 1.30 บาท หรือ 5.56% จากราคาปิดวันก่อนอยู่ที่ 23.40 บาท และ ITD ปิดที่ 1.79 บาท ลดลง 0.10 บาท หรือ 5.29% จากราคาปิดวันก่อนอยู่ที่ 1.89 บาท
แหล่งข่าวจากบริษัทหลักทรัพย์ (บล.) ทรีนีตี้ จำกัด เปิดเผยว่า ราคาหุ้นบจ.ที่มีสัดส่วนถือหุ้นในบริษัท รถไฟความเร็วสูงสายตะวันออกเชื่อมสามสนามบิน จำกัด ซึ่งอยู่ในกลุ่มรับเหมาก่อสร้างอย่าง CK และ ITD ไม่ปรับเพิ่มขึ้นหลังจากมีการลงนามสัญญาร่วมทุน เป็นความปกติที่หุ้นกลุ่มดังกล่าวจะมีความคาดหวังในช่วงที่มีประเด็นข่าว จากนั้นจะเกิดการขายเมื่อจบประเด็น เพราะไม่มีเรื่องราวต่อจากนี้ อีกทั้งปกติความเคลื่อนไหวของราคาหุ้นกลุ่มรับเหมาก่อสร้างส่วนใหญ่ จะปรับลดลงตามดัชนีตลาดหุ้นที่ปรับลดลงค่อนข้างมากเมื่อวันก่อน
อย่างไรก็ตาม ในส่วนของหุ้น CK ที่ดูเหมือนจะมีมูลค่างานในมือ (Backlog) เพิ่มขึ้น แต่ในความเป็นจริงแล้ว มูลค่าที่ได้จากงานดังกล่าว ยังไม่มากพอเมื่อเทียบกับมูลค่างานปกติที่ได้ในแต่ละปี นอกจากนี้ ยังต้องดูรายละเอียดว่านอกจากจะได้งานฐานรากแล้ว ยังได้งานอื่นๆ เพิ่มอีกหรือไม่ ทำให้ยังมีความไม่ชัดเจน ทั้งนี้ ยังต้องรอดูความคืบหน้างานโครงการใหม่ของ บริษัท ซีเค พาวเวอร์ จำกัด (มหาชน) (CKP) ซึ่งคาดว่าจะมีความคืบหน้าและลงนามสัญญาได้ในช่วงปี 2563
นายดนัย ตุลยาพิศิษฐ์ชัย นักวิเคราะห์การลงทุนด้านหลักทรัพย์ บล.ฟิลลิป (ประเทศไทย)ฯ ระบุว่า CK เป็นผู้ร่วมลงทุนโครง การนี้ทั้งทางตรงและทางอ้อมผ่าน BEM รวมกันประมาณ13% โครงการนี้เป็นสัมปทาน 50 ปี คาดจะได้ผลตอบแทนที่ดีในระยะยาว ขณะที่ ทางบริษัทจะได้งานก่อสร้างโครงการนี้ประมาณ 50,000 ล้านบาท ทำให้ Backlog กลับขึ้นไป 100,000 ล้านบาท จาก 50,000 ล้านบาท ณ สิ้นไตรมาส 2 ปี 2562 ส่งผลให้แนวโน้มรายได้มีทิศทางดีขึ้น โดยแนะนำ “ซื้อ” ราคาพื้นฐานที่หุ้นละ 27 บาท
ด้านบล.เคทีบี (ประเทศ ไทย)ฯ ระบุว่า กรณีดังกล่าวมีมุมมองเป็นบวก เนื่องจากจะหนุนให้เกิดการจ้างงานด้านรับเหมา, เพิ่มฐาน Backlog และรายได้ในอนาคต โดยเฉพาะ CK และ ITD ที่เป็นหนึ่งในผู้ถือหุ้นของบริษัทใหม่ข้างต้น รวมทั้ง บริษัท ซีฟโก้ จำกัด (มหาชน) (SEAFCO) ที่เป็นหนึ่งในบริษัทรับเหมางานฐานรากที่มีความสามารถในการรองรับงานที่สูง นอกจากนี้ คาดว่าผู้ประกอบการธุรกิจนิคมอุตสาหกรรมในอีอีซี จะได้รับผลบวกจากความเชื่อมั่นของนักลงทุนที่เพิ่มขึ้น หนุนยอดขายที่ดินที่เพิ่มขึ้น อย่าง บริษัทดับบลิวเอชเอ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) (WHA) และ บริษัท อมตะ คอร์ปอเรชัน จำกัด (มหาชน) (AMATA)
หน้า 17-18 หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 39 ฉบับที่ 3,517 วันที่ 27-30 ตุลาคม 2562






