
อันดับคุ้มครองผู้ลงทุนไทย พุ่งอันดับ 3 ของโลก
ก.ล.ต.เผยผลสำเร็จด้านคุ้มครองผู้ลงทุนของไทยพุ่งจากอันดับ 15 สู่อันดับ 3 ของโลก ใน Doing Business Report 2020 และเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 2550 ที่คะแนนด้านการคุ้มครองผู้ลงทุนเสียงข้างน้อยของไทยติดอยู่ใน 10 อันดับแรก
นางสาวรื่นวดี สุวรรณมงคล เลขาธิการ สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์(ก.ล.ต.)เปิดเผยว่า อันดับความยากง่ายในการประกอบธุรกิจ (Doing Business Report 2020)ของธนาคารโลก ที่ไทยได้อันดับที่ 21 ดีขึ้น 6 อันดับ จากอันดับที่ 27 ในปีที่แล้ว และเป็นอันดับที่ 5 ในเอเชียแปซิฟิก โดยด้านที่ไทยได้รับอันดับและคะแนนที่ดีขึ้นมีอยู่ 2 ด้าน ได้แก่ การขออนุญาตก่อสร้าง (Dealing with Construction Permits) และการคุ้มครองผู้ลงทุนเสียงข้างน้อย (Protecting Minority Shareholder)
ขณะที่ก.ล.ต.มีบทบาทในการเข้าร่วมปรับปรุงและผลักดันมาตรการต่างๆ ด้านการคุ้มครองผู้ลงทุนเสียงข้างน้อย ซึ่งในการประเมินในครั้งนี้ผลการจัดอันดับปรับสูงขึ้นจากเดิมอันดับที่ 15 มาอยู่ที่อันดับที่ 3 ของโลก โดยมีคะแนน 86 คะแนน จากเดิม 75 คะแนนในปีที่แล้ว ซึ่งเป็นผลจากดัชนีด้านความสะดวกในการฟ้องคดีของผู้ถือหุ้น (Ease of Shareholder Suits Index) ที่เพิ่มขึ้นจาก 8 คะแนนเป็น 9 คะแนนโดยมีคะแนนเต็ม 10 คะแนน และดัชนีด้านความโปร่งใสของบริษัท (Corporate Transparency Index) ที่ได้รับการปรับคะแนนเพิ่มขึ้นในเรื่องสิทธิของผู้ถือหุ้นในการเสนอวาระการประชุมต่อที่ประชุมผู้ถือหุ้น ซึ่งเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 2550 ที่คะแนนด้านการคุ้มครองผู้ลงทุนเสียงข้างน้อยของไทยติดอยู่ใน 10 อันดับแรก
การที่อันดับดีขึ้นอย่างก้าวกระโดดในครั้งนี้ เป็นผลจากการที่ในเดือนพฤษภาคม 2562 ก.ล.ต. ได้ปรับแนวทางการทำงาน โดย ก.ล.ต. ทำงานเชิงรุกในการสื่อสารโดยได้ริเริ่มประชุมทางไกล (conference call) กับผู้ประเมินของธนาคารโลก จากกรุงวอชิงตัน ดีซี ประเทศสหรัฐอเมริกา เป็นครั้งแรก และทำงานในเชิงบูรณาการกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ซึ่ง ก.ล.ต. ได้เชิญตัวแทนจากสำนักงานศาลยุติธรรม และกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ เข้าร่วมชี้แจงพร้อมกัน รวมถึงได้แสดงหลักฐานเชิงประจักษ์ สนับสนุนการตอบคำถามในการประเมิน
“การคุ้มครองผู้ลงทุนในตลาดทุนคือภารกิจหลักของ ก.ล.ต. ผลการประเมินของธนาคารโลก ที่ไทยได้คะแนนดีขึ้นมากในตัวชี้วัดด้านการคุ้มครองผู้ลงทุนเสียงข้างน้อย จึงสะท้อนให้เห็นถึงการที่ประเทศไทยมีกลไกที่เข้มแข็งทั้งในระดับกฎหมายและในทางปฏิบัติในส่วนที่เกี่ยวข้องกับสิทธิของผู้ถือหุ้น ซึ่งจะมีส่วนโดยตรงในการเพิ่มความเชื่อมั่นในการลงทุนในตลาดทุนจากผู้ลงทุนทั้งไทยและต่างประเทศ”






