
แบงก์ลั่น เข้มปล่อยกู้ ป้องก่อหนี้เกินตัว
กสิกรไทย ลั่นปล่อยสินเชื่อระมัดระวัง ไม่หนุนคนก่อหนี้เกินตัว กระตุ้นหนี้ครัวเรือนพุ่ง เชื่อทุกแบงก์ทำเหมือนกัน ยันไม่ปรับเป้าสินเชื่อโต 5-7% รายย่อย-รายใหญ่ยังพอไปได้ ด้านกรุงไทย ยันระมัดระวังปล่อยสินเชื่อ ลั่นไม่ทำแคมเปญกระตุ้นลูกค้าก่อหนี้เพิ่มหนี้ครัวเรือน รับสินเชื่อหดตัวทั้งระบบ คาดทั้งปีตํ่าเป้า 4-5%
ปัญหาหนี้ครัวเรือนที่เพิ่่มขึ้นต่อเนื่อง จนล่าสุดยอดคงค้างสูงถึง 13 ล้านล้านบาทเมื่อสิ้นไตรมาส 1/2562 เพิ่มขึ้น 6.3% คิดเป็น 78.7% จีดีพี ยังเป็นประเด็นที่ถุูกพูดถึงอย่างต่อเนื่อง ซึ่งผู้ว่าการ ธนาคารแห่งประเทศ ไทย (ธปท.) นายวิรไท สันติประภพ ระบุว่า สาเหตุสำคัญเกิดจากรัฐบาลก่อนหน้าที่มีนโยบายรถคันแรก ที่เป็นตัวเร่งหนี้ครัวเรือนขึ้นมา และต่อมามีการแข่งขันปล่อยสินเชื่อรายย่อยของผู้ให้บริการทางการเงิน ที่ทำโปรโมชันผ่อน 0% กันมาก แต่จากการลงนามระหว่างสมาคมธนาคารไทยและธนาคารพาณิชย์ในเรื่องการให้สินเชื่ออย่างรับผิดชอบไปแล้ว ทำให้เห็นสัญญาณว่า จากนี้การทำโปรโมชันผ่อน 0% จะค่อยๆลดลง
นายปรีดี ดาวฉาย กรรมการผู้จัดการ ธนาคาร กสิกรไทย จำกัด(มหาชน)เปิดเผยว่า ธนาคารมีความเป็นห่วงเรื่องแนวโน้มหนี้ครัวเรือนที่เพิ่มสูงขึ้นเช่นกัน จึงพิจารณาสินเชื่ออย่างระมัดระวังอยู่แล้ว ซึ่งตามปกติมองว่า ผู้กู้ไม่ควรมีสัดส่วนภาระหนี้ต่อรายได้(DSR)เกิน 40% ซึ่งธนาคารทุกแห่งก็เป็นไปในทิศทางนั้น ทำให้เห็นได้ว่า อัตราการเติบโตสินเชื่อของธนาคารลดลงไม่สูงอย่างแต่ก่อน ส่วนหนึ่งเกิดจากการเพิ่มความระมัดระวังมากขึ้นของธนาคารพาณิชย์เอง แต่ไม่ใช่การแตะเบรกปล่อยสินเชื่อ
ปรีดี ดาวฉาย
ขณะเดียวกันอีกด้านหนึ่งต้องดูแลในส่วนของโปรโมชันต่างๆ ที่ดึงดูดให้เกิดการก่อหนี้โดยไม่จำเป็น รวมถึงปลูกฝังเรื่องพฤติกรรมการใช้จ่าย การก่อหนี้ของผู้บริโภคด้วย ซึ่งที่ผ่านมาธปท. สมาคมธนาคารไทย และธนาคารพาณิชย์ร่วมมือปล่อยสินเชื่ออย่าง รับผิดชอบ(Responsible Lending)ซึ่งทำร่วมกันทั้งระบบ แต่การเปลี่ยนพฤติกรรมอาจจะเป็นเรื่องยาก จึงได้คุมการใช้จ่ายเกินตัว เช่น เดิมธนาคารสามารถปล่อยบัตรเครดิตให้ลูกค้าถือกี่ใบก็ได้ แต่ปัจจุบันมีการจำกัดวงเงินและสถาบัน ซึ่งถือเป็นเรื่องที่ดี
“เรื่องหนี้ครัวเรือน เราอาจต้องดูทั้ง 2 ฝั่ง โดยฝั่งสถาบันการเงิน ก็ต้องดูไม่ให้เกิดการก่อหนี้เกินตัว เช่น ให้ไปเที่ยวก่อนผ่อนที่หลัง อันนี้ก็ไม่ควร ซึ่งเกณฑ์ DSR เป็นความพยายามของธปท.และธนาคารที่พูดถึงเรื่องหนี้ครัวเรือน แต่ขณะเดียวกันผู้บริโภคก็ต้องพิจารณาสถานภาพของตัวเองด้วย ไม่ใช่ตกงานอยู่ แต่ยังไม่ยอมหยุดเที่ยว แต่ยังกู้ไปเที่ยว 0% ผ่อนนาน 10 เดือนอยู่ แล้วในอนาคตหากไม่มีรายได้เข้ามาจะใช้หนี้ได้อย่างไร แน่นอนหากเป็นหนี้เสียก็ย่อมมีผลต่อระบบ”
อย่างไรก็ดีธนาคาร กสิกรไทยยังคงเป้าหมายสินเชื่อเติบโต 5-7% ซึ่งมองว่า เป็นภาวะโดยรวมที่สินเชื่อโตช้า และแม้ธนาคารจะระมัดระวังการปล่อยสินเชื่อมากขึ้น แต่เชื่อว่าจะไม่กระทบต่อรายได้หรือกำไรมากนัก เพราะถ้าปล่อยสินเชื่อเยอะ แต่หนี้เสียเยอะ ก็ไม่เป็นผลดี แต่โตน้อยลงหน่อย ไม่มีหนี้เสียเลย ถือเป็นเรื่องที่ดี โดยมองว่า สินเชื่อรายย่อยและรายใหญ่ยังมีโอกาสโต ซึ่งธนาคารเองพยายามหาช่องทางในการขยายตัว หากมีลูกค้าต้องการเงินทุน ธนาคารจะเข้าไป แต่ต้องเป็นไปตามมาตรฐานด้วย
“หากไม่ทำอะไร หนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล)มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นทุกวัน ซึ่งที่ผ่านมา ธนาคารได้ปรับเปลี่ยนนโยบายการบริหารเอ็นพีแอลใหม่ จากเดิมที่จะตัดขายเอ็นพีแอลทิ้งไป แต่ปัจจุบันหันมาบริหารเอง ทำให้ได้ผลตอบแทนที่ดีกว่า โดยที่การตั้งสำรองครบหมดแล้ว ส่วนตัวเลขเอ็นพีแอลคาดว่า กสิกรไทยอยู่ในระดับสูงไปแล้วตั้งแต่ปี 2560 จากปัจจุบัน 3.44% คาดว่าทั้งปีคุมไม่เกิน 3.7%”
นายผยง ศรีวณิช กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) กล่าวกับ “ฐานเศรษฐกิจ”ว่า ธนาคารกรุงไทยให้ความสำคัญกับทิศทางหนี้ครัวเรือนที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง และระมัดระวังการปล่อยสินเชื่อเป็นปกติ ทั้งในส่วนของการทำแคมเปญ และการพิจารณาสินเชื่อ แม้จะไม่มีเรื่องของหนี้ครัวเรือนก็ตาม โดยธนาคารจะพิจารณาปล่อยสินเชื่อเป็นไปตามสัดส่วนภาระหนี้ต่อรายได้ (DSR) ให้อยู่ในกรอบที่ธปท. กำหนดไว้อยู่แล้ว
อย่างไรก็ดี ภาพรวมสินเชื่อที่ชะลอตัวลง จะเห็นว่า สินเชื่อลดลงเป็นไปทั้งระบบ ไม่เพียงเฉพาะธนาคารกรุงไทยเท่านั้น และมองว่า ไม่ได้มาจากปัญหาหนี้ครัวเรือนที่กดดันอย่างเดียว แต่จากภาวะเศรษฐกิจชะลอตัวและปัญหาจากสงครามการค้าระหว่างประเทศสหรัฐฯ และจีนที่กดดันการเติบโตในภาคส่งออก ทำให้สินเชื่อลดลงทั้งระบบ
“เรื่องปัญหาหนี้ครัวเรือนเราพูดกันมาตลอด เราดูภาระหนี้ตามกรอบธปท.บวกลบเล็กน้อย และกรุงไทยเองก็ไม่ได้เป็นตัวการให้หนี้เพิ่มขึ้น เราไม่เน้นทำแคมเปญส่งเสริมให้ลูกค้าใช้จ่ายเกินตัว และเชื่อว่า แบงก์อื่นก็ไม่ได้ทำ ตัวการจริงๆ คือ หนี้นอกระบบ และที่สินเชื่อชะลอตัวก็เป็นทั้งระบบ ซึ่งเราเองคาดว่า สินเชื่อปีนี้มีโอกาสตํ่ากว่าเป้าหมายที่วางไว้เดิมที่ 4-5% ซึ่งกลุ่มธุรกิจที่ยังเห็นการเติบโตจะเป็นธุรกิจรายใหญ่ และสินเชื่อรายย่อยยังเป็นตัวผลักดันการเติบโตอยู่”
หน้า 19-20 หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 39 ฉบับที่ 3,506 วันที่ 19-20 กันยายน 2562






