
เศรษฐกิจไทยแกร่ง ‘วิรไท’ยันแค่ชะลอ-ไม่ถดถอยไร้ปัจจัยวิกฤติ
ธปท.เผยเศรษฐกิจแค่ชะลอตัวไร้ปัจจัยวิกฤติ “วิรไท” ติงอย่าห่วงแค่ระยะสั้น จีดีพีเติบโต 3% บวกลบ แนะธุรกิจรับมือความท้าทาย และโอกาส เผยไทยเผชิญ 3 ปัจจัยเชิงโครงสร้าง “สังคมผู้สูงอายุ-เทคโนโลยี-สิ่งแวดล้อม”
ท่ามกลางสงครามการค้าระหว่างจีนกับสหรัฐฯที่ทวีความรุนแรงมากขึ้น หลังจากจีนและสหรัฐฯผลัดกันเพิ่มการเรียกเก็บภาษีนำเข้าสินค้าของแต่ละประเทศ จนส่งผลต่อความกังวลต่อเศรษฐกิจโลกที่จะชะลอตัว ซึ่งสะท้อนภาพชัดเจนจากตัวเลขการขยายตัวทางเศรษฐกิจ(จีดีพี)ของไทยในไตรมาส 2 ที่ขยายตัวเพียง 2.3% ชะลอลงจากไตรมาสแรกที่ขยายตัว 2.8%
โลกชะลอเกินคาด
นายวิรไท สันติประภพ ผู้ว่าการ ธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.) เปิดเผยกับ“ฐานเศรษฐกิจ”ว่า ภาวะเศรษฐกิจโลกปัจจุบันมีแนวโน้มชะลอตัวลงจากปีก่อนและชะลอกว่าที่คาดการณ์ไว้ ส่วนหนึ่งมาจากสงครามการค้าระหว่างประเทศสหรัฐฯและจีนที่คาดว่าจะไม่จบง่ายๆและมีแนวโน้มรุนแรงขึ้น ส่งผลกระทบต่อการจ้างงานภาคอุตสาห กรรมและการลงทุนภาคเอกชน เพราะไม่สามารถคาดเดาได้ว่า จะกระทบซัพพลายเชนของโลกส่วนไหน ทำให้นักลงทุนไม่กล้าลงทุน
ขณะที่ไทยเป็นประเทศเศรษฐกิจเปิดจึงกระทบไปด้วย โดยจะเห็นว่า ภาคส่งออกได้รับผลกระทบต่อเนื่องมาตั้งแต่ปลายปีก่อน แต่ผลและตัวเลขอาจจะยังไม่ชัดเจน เพราะมีผู้ประกอบการเร่งสต๊อกสินค้าล่วงหน้า แต่หลังจากนี้ตัวเลขผลกระทบยอดการส่งออกเริ่มเห็นชัดเจนขึ้น ซึ่งประเด็นที่เกิดมาจาก 3 ประเด็นคือ 1.สหรัฐฯพยายามแก้ปัญหาการขาดดุลการค้ากับจีนผ่านมาตรการภาษีนำเข้า 2.การต่อสู้ขยายไปสู่สงครามเทคโนโลยี ไม่ใช่เฉพาะแค่เรื่องภาษีศุลกากร แต่เริ่มมีการระบุชื่อบริษัทขนาดใหญ่แบบเจาะจงมากขึ้น และ 3.มีปัจจัยการเมืองภายใน ซึ่งสหรัฐฯจะเลือกตั้งปีหน้าเข้ามาผสมด้วย ดังนั้นปัจจัยมีทั้งบวกและลบ ทำให้เกิดความผันผวนในตลาดไปอีกสักระยะ
ไร้ปัจจัยถึงวิกฤติ
อย่างไรก็ตาม ต้องแยกภาวะเศรษฐกิจชะลอตัวและภาวะวิกฤติเศรษฐกิจออกจากกัน เพราะผลกระทบแตกต่างกัน ภาวะตอนนี้ไม่มีปัจจัยร้ายแรงที่จะถึงขั้นเกิดวิกฤติเหมือนปี 2549-2550 ที่เกิดวิกฤติซับไพรม์ที่มีการเก็งกำไรและโครงสร้างระบบการเงินมีปัญหา ซึ่งในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา ปัจจุบันระบบสถาบันการเงินโลกเข้มแข็ง มีระบบการกำกับดูแลที่เข้มงวด เพราะหากสถาบันการเงินไม่เข้มแข็งในขณะเศรษฐกิจชะลอตัวอาจจะลามไปสู่ระบบเศรษฐกิจได้ หรือเกิดเป็นไฟลามทุ่ง ซึ่งเชื่อว่าตอนนี้คงไม่มี
ขณะที่เมืองไทยปี 2540 จะเห็นว่า ระบบสถาบันการเงิน ธนาคารพาณิชย์ บริษัทเงินทุนหรือไฟแนนซ์ขนาดเล็กจำนวนมาก มีปัญหา มีการกู้ยืมเงินจากต่างประเทศมาลงทุนในไทย ซึ่งไม่สมดุลเกิด Mismatch และตอนนั้นเงินทุนสำรองระหว่างประเทศ(Reserves)ค่อนข้างน้อย ส่วนปัจจัยเสี่ยงที่จะเกิดภาวะเศรษฐกิจถดถอย (Recession)นั้น เศรษฐกิจจะต้องขยายตัวติดลบติดต่อ 2 ไตรมาส ซึ่งจะต้องดูด้วยว่า เป็นการติดลบมาจากจุดที่เข้มแข็งหรือจากจุดอ่อนแอ
“เศรษฐกิจตอนนี้ไม่ได้วิกฤติ แต่เป็นเศรษฐกิจชะลอตัว แต่เราก็ไว้ใจไม่ได้ เพราะถ้าสถานการณ์ลากยาวต่อเนื่องคงไม่ดี คนลงทุนและไม่ได้ผลตอบแทนจนกลายเป็นหนี้เสียของระบบธนาคารพาณิชย์ ส่วนการบริโภคก็จะน้อยลงตามกำลังซื้อที่น้อยลง เพราะคนเป็นหนี้”
พื้นฐานไทยแกร่ง
ทั้งนี้ หากดูในแง่ประเด็นปัญหาเชิงโครงสร้างจะเห็นว่า เศรษฐกิจมหภาคของไทยถือว่า ใช้ได้เมื่อเทียบกับประเทศในภูมิภาค และหากดูในด้านต่างประเทศ ไทยไม่ได้มีการพึ่งเงินตราต่างประเทศ มีเงินทุนสำรองระหว่างประเทศ (Reserves) ค่อนข้างสูง เมื่อรวมหนี้ต่างประเทศทั้งระยะสั้นและยาว หนี้ภาครัฐและเอกชนรวมกันยังมีเงินทุนสำรองเพียงพอ และมีเหลือถึง 80% เมื่อเทียบกับปี 2540 ที่มีเงินไม่พอชำระหนี้ระยะสั้น 1 ปีด้วยซํ้า และปัจจุบันดุลบัญชีเดินสะพัดเกินดุลราว 2.8-2.9 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐฯ การท่องเที่ยวยังขยายตัวได้ดี ซึ่งเมื่อเทียบปี 2540 ไทยขาดดุลต่อเนื่อง 6-7% ของจีดีพีติดต่อกันหลายปี
อย่างไรก็ตาม ธปท.จะมีการปรับลดอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจ(จีดีพี)ใหม่ จากกรอบประมาณการเดิมที่ 3.3% ที่ประเมินไว้เมื่อเดือนมิถุนายน ซึ่งเป็นผลจากการส่งออกที่หดตัวและสงครามการค้า โดยกรอบน่าจะอยู่ที่บวกลบ 3% ซึ่งครั้งนี้จะนำมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจภาครัฐเข้าร่วมไปด้วย ซึ่งแม้จีดีพี จะตํ่ากว่า 3% แต่หากย้อนไปเมื่อ 4-5 ปีก่อน อัตราการขยายตัวของไทยเคยอยู่ที่ระดับ 1% ซึ่งสะท้อนว่า ไทยได้ผ่านวัฏจักรเศรษฐกิจโตตํ่ามาแล้ว
3ปัจจัยท้าทายเศรษฐกิจ
สำหรับก้าวต่อไปอยากให้มองผลในระยะกลางและยาวมากกว่า แต่คนกลับห่วงระยะสั้นมากเกินไปว่า เศรษฐกิจจะโตเกิน 3% หรือตํ่ากว่า 3% แต่จะเห็นว่า ยังมีปัญหาเชิงโครงสร้างที่ส่งผลต่อเศรษฐกิจไทยคือ 1.การเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ(Aging Society) กลุ่มวัยทำงานต้องดูแลผู้สูงอายุมากขึ้น เป็นปัญหาคนมีอายุยาวมากขึ้น ตายยาก และค่ารักษาพยาบาลแพงขึ้น 2.การเปลี่ยนแปลงเทคโนโลยีที่เข้ามา Disruption ไม่ว่าอุตสาหกรรมธนาคารพาณิชย์หรือสื่อที่เปลี่ยนแปลงไปมาก ซึ่งตรงนี้เป็นโจทย์ที่เข้าใจผู้ประกอบการว่าจะลงทุนดีหรือไม่ เพราะสิ่งที่ลงทุนไปในวันนี้จะสามารถแข่งขันได้ในอีก 4-5 ปีข้างหน้าหรือไม่ และ 3.การทำธุรกิจจะต้องเน้นเรื่องความเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เช่น การทำการเกษตร จะเห็นว่ามีโรคพืชที่เกิดขึ้นใหม่ๆ อาจจะมีผลต่อผลิตภาพ (Productivity)
“การเปลี่ยนแปลงของสภาวะแวดล้อม เป็นทั้งความท้าทายและโอกาส เช่น ปัญหาสังคมผู้สูงอายุ อาจจะมองเป็นโอกาส อาทิ การทำอาหารผู้สูงอายุ เสื้อผ้า อาหาร วิตามิน เป็นต้น เพราะตลาดผู้สูงอายุจะใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ หรือบริษัทที่เคยทำแพ็กเกจจิ้ง อดีตเคยส่งสินค้า 3 ปี 7 แสนกล่องแต่วันนี้สินค้าเพิ่มเป็น 2 ล้านกล่อง เพราะมีเรื่องของตลาด e-Commerce เข้ามาหนุนการเติบโต แต่คนที่มีหน้าร้านแบบเดิมๆ ก็อาจจะขายไม่ได้เท่าเดิม ดังนั้นเมื่อโลกเปลี่ยน แปลงค่อนข้างเร็ว ธปท.จะต้องสนับสนุนให้เกิดการปรับตัว”
หน้า 1 ฐานเศรษฐกิจ ฉบับ 3502 วันที่ 5-7 กันยายน 2562






