
ธปท.ปลื้ม ปรามเก็งกำไรบาทได้ผล
ธปท.เกาะติดมาตรการป้องปรามเก็งกำไร ลั่นนักลงทุนระวังตัวขึ้น ช่วยลดเก็งกำไร ยันการเปิดเผยชื่อนักลงทุนเป็นเรื่องปกติ ชี้เป็นแนวทางเดียวกับต่างประเทศ
หลังจากธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ออกมาตรการ ป้องปรามการเก็งกำไรค่าเงินบาทช่วงปลายเดือนกรกฎาคม โดยลดยอดคงค้างบัญชีเงินฝากสกุลบาทของผู้มีถิ่นที่อยู่นอกประเทศ(Non-resident : NR)ทั้ง Non-resident Baht Account for Securities (NRBS) และบัญชี Non-resident Baht Account (NRBA)ให้เข้มขึ้น โดยบัญชี NRBS คือบัญชีเงินบาทของ Non-resident (NR) ที่เปิดไว้กับสถาบันการเงินในประเทศไทย เพื่อลงทุนในหลักทรัพย์และตราสารทางการเงิน จากเดิม 300 ล้านบาทเหลือ 200 ล้านบาท รวมถึงให้รายงานการถือครองตราสารหนี้ไทยของนักลงทุนต่างชาติให้ลึกขึ้นถึงระดับชื่อของผู้ได้รับผลประโยชน์แท้จริง เพื่อติดตามพฤติกรรมการลงทุนในตราสารหนี้ของนักลงทุนต่างชาติ โดยเฉพาะเพื่อใช้เป็นที่พักเงินระยะสั้น
นางสาววชิรา อารมย์ดี ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายตลาดการเงิน ธปท.เปิดเผยว่า จากการติดตามผลของมาตรการพบว่า เป็นไปในทิศทางที่ธปท.คาดหวัง โดยช่วยลดแรงเก็งกำไรลงและเริ่มเห็นปริมาณการเข้ามาเก็งกำไรน้อยลง เพราะการลดวงเงินคงค้างของต่างชาติทำให้นักลงทุนบริหารจัดการพอร์ตลงทุนได้ยากลำบากขึ้น เพราะธปท.ได้ส่งสัญญาณออกไปชัดเจนว่า ต้องการป้องปรามการเข้ามาเก็งกำไรค่าเงินบาทและอาจมีมาตรการออกมาให้เห็นอย่างต่อเนื่องในระยะข้างหน้า ทำให้นักลงทุนระมัดระวังในการเข้ามาลงทุนในแต่ละครั้งมากขึ้น
วชิรา อารมย์ดี
“เราเห็นโวลุ่มในการเข้ามาเก็งกำไรน้อยลง ซึ่งหากจะเข้ามาลงทุนในตลาดบอนด์ก็สามารถทำได้ แต่เราก็ไม่ต้องการให้เอาเงินมาพัก ซึ่งมาตรการที่ออกไปทำให้การบริหารจัดการเงินในการลงทุนของฝรั่งยากขึ้น ที่ผ่านมามีแบงก์ที่มีลูกค้าต่างชาติมาพบเรา บอกว่าเขาก็กังวลมากขึ้น เพราะเขารู้ว่าเรากำลังทำอะไรอยู่ แต่เชื่อว่า จะไม่ถึงขั้นเห็นการย้ายการลงทุนหรือเงินไหลออกไปลงทุนในประเทศ อื่นเลย”
ส่วนมาตรการให้เปิดเผยชื่อของต่างชาติที่ต้องการเข้ามาลงทุนในบอนด์ถือเป็นเรื่องปกติที่ต้องทราบว่า คนที่เข้ามาลงทุนคือใคร เพื่อเข้าใจวัตถุประสงค์ของนักลงทุนมากขึ้น ซึ่งเป็นทิศทางเดียวกันกับหลายประเทศ ที่ให้นักลงทุนต่างชาติรายงานตัวตนในการเข้ามาลงทุนประเทศนั้นๆ ซึ่งดีต่อระบบของธปท.ในแง่การติดตามและเฝ้าระวังให้ดีขึ้น และยังเป็นมาตรการที่ลดแรงเก็งกำไรได้พอสมควร โดยเฉพาะคนที่ไม่ต้องการเปิดเผยชื่อ เหล่านี้ก็ลดลง เพราะหากเป็นการลงทุนปกติก็ไม่มีเหตุจำเป็นที่ต้องกังวลต่อการรายงานข้อมูลเหล่านี้
“ส่วนใหญ่คนที่ไม่ได้เปิดเผยชื่อ จะเป็นต่างชาติที่เข้ามาลงทุนผ่าน คัสโตเดียนของแบงก์หรือเป็นธุรกิจที่รับฝากทรัพย์สิน แล้วให้แบงก์บริหาร”
หน้า 19-20 หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 39 ฉบับที่ 3,500 วันที่ 29-31 สิงหาคม 2562






