thansettakij
thansettakij
ดอกเบี้ยกู้ลดขาเดียว หนุนเศรษฐกิจกว่า 1.7หมื่นล้านต่อปี

ดอกเบี้ยกู้ลดขาเดียว หนุนเศรษฐกิจกว่า 1.7หมื่นล้านต่อปี

15 ส.ค. 62 | 04:01 น.
อัปเดตล่าสุด :15 ส.ค. 62 | 11:21 น.

ภายในช่วงราว 1 สัปดาห์หลังจากการประกาศลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายของ ธปท.นั้น ธนาคารพาณิชย์ขนาดใหญ่หลายแห่งก็ได้ประกาศปรับลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้สำหรับลูกค้าทั่วไป โดยส่วนใหญ่ปรับลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ขาเดียว เน้นไปที่ประเภท MOR และ MRR ลง 0.125-0.25% ซึ่งศูนย์วิจัยกสิกรไทยประเมินว่าการลดอัตราดอกเบี้ยในครั้งนี้ จะส่งผลดีต่อลูกค้าเอสเอ็มอี รวมถึงลูกค้าสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัยและสินเชื่อส่วนบุคคลแบบมีหลักประกันบางประเภท ผ่านการช่วยลดภาระต้นทุนและค่าครองชีพลงประมาณ 1.6-1.7 หมื่นล้านบาทต่อปี คิดเป็นผลกระตุ้นเศรษฐกิจประมาณ 0.1% ของจีดีพี  ขณะที่ ยังคงอัตราดอกเบี้ยเงินฝากออมทรัพย์และประจำไว้ดังเดิม ทั้งนี้ ศูนย์วิจัยกสิกรไทยมีมุมมองต่อประเด็นดังกล่าว โดยเฉพาะในกรณีที่มีการปรับลดอัตราดอกเบี้ยในลักษณะเดียวกันจากธนาคารพาณิชย์อื่นๆ ตามมา ดังนี้

การปรับลดอัตราดอกเบี้ยเงินให้กู้ยืมดังกล่าว จะส่งผลประโยชน์โดยตรงผ่านการลดต้นทุนทางการเงินให้กับลูกค้าเอสเอ็มอีและลูกค้าสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัย   ทั้งนี้ เนื่องจากอัตราดอกเบี้ย MOR และ MRR ใช้เป็นอัตราดอกเบี้ยอ้างอิงในการกำหนดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ให้กับสินเชื่อเอสเอ็มอี ทั้งประเภทสินเชื่อเงินทุนหมุนเวียน และสินเชื่อทั่วไป (Term Loans) ซึ่งศูนย์วิจัยกสิกรไทยประมาณการว่า การปรับลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ดังกล่าวในอัตรา 0.125%-0.25% ต่อปี จะส่งผลดีต่อลูกค้าเอสเอ็มอีที่เป็นลูกค้าสินเชื่อของระบบธนาคารพาณิชย์ไทยไม่ต่ำกว่า 1.7 ล้านราย ซึ่งทอนเป็นต้นทุนทางการเงินสำหรับลูกค้าเอสเอ็มอีเหล่านั้นที่ลดลงประมาณ 1 หมื่นล้านบาทต่อปี

หากรวมลูกค้าสินเชื่อรายย่อย โดยเฉพาะสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัย และสินเชื่อส่วนบุคคลแบบมีหลักประกันบางกลุ่ม อาทิ Home for Cash ที่มักมีการคิดอัตราดอกเบี้ยที่ผูกกับอัตราดอกเบี้ย MRR นั้น จะทำให้การลดดอกเบี้ยเงินกู้ในครั้งนี้ มีผลช่วยลดต้นทุนทางการเงินกับลูกค้ารายย่อยอีกราว 6-7 พันล้านบาทต่อปี ดังนั้น โดยรวมแล้ว สามารถช่วยลดต้นทุนทางการเงินให้กับทั้งลูกค้าเอสเอ็มอีและรายย่อยรวมเป็นประมาณ 1.6-1.7 หมื่นล้านบาทต่อปี คิดเป็นผลกระตุ้นเศรษฐกิจได้ประมาณ 0.1% ของจีดีพี

ส่วนผลต่อธนาคารพาณิชย์ที่จดทะเบียนในไทยนั้น คาดว่า จะได้รับผลกระทบผ่านรายได้จากเงินให้กู้ยืมที่ลดลง ซึ่งจะมีผลกดดันส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยสุทธิ (Net Interest Margin: NIM) ในไตรมาส 3/2562 ราว 0.06% เทียบกับระดับส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยสุทธิที่ 2.86% ในไตรมาส 2/2562 (คิดผลกระทบในช่วงระยะเวลาที่เหลือของไตรมาส 3/2562 และยังไม่ได้รวมผลของปัจจัยอื่นๆ) กระนั้นก็ดี ด้วยทิศทางรายได้ค่าธรรมเนียมที่เริ่มทยอยฟื้นตัวขึ้น อาทิ ค่านายหน้าจากการขายผลิตภัณฑ์ประกันและกองทุนรวมและค่าธรรมเนียมการจัดการ ผนวกกับการบริหารจัดการต้นทุนการดำเนินงานต่างๆ อย่างรัดกุม คงจะช่วยบรรเทาผลกระทบดังกล่าวต่อความสามารถในการทำกำไรในภาพรวมลงได้ระดับหนึ่ง

รูปแบบการปรับอัตราดอกเบี้ยในรอบนี้ที่ปรับลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ลง แต่ยังไม่ได้ปรับอัตราดอกเบี้ยเงินฝาก ทำให้ส่งผลบวกสุทธิต่อระบบเศรษฐกิจและภาคธุรกิจผ่านต้นทุนทางการเงินที่ลดลง กระนั้นก็ดี เชื่อว่า สุดท้ายแล้ว ธนาคารพาณิชย์ส่วนใหญ่จะปรับกลยุทธ์ด้วยการลดการแข่งขันด้านราคาสำหรับผลิตภัณฑ์เงินฝากประเภทต่างๆ ลง โดยเริ่มจากผลิตภัณฑ์เงินฝากพิเศษ ขณะที่จะเลือกปรับอัตราดอกเบี้ยเงินฝากมาตรฐานลงหรือไม่ คงขึ้นกับสถานการณ์การแข่งขันและการรักษาส่วนแบ่งตลาดของธนาคารพาณิชย์ และการส่งสัญญาณถึงโอกาสการลดอัตราดอกเบี้ยในระยะถัดไปของ ธปท.ด้วย 

"รายงานวิจัยฉบับนี้จัดทำเพื่อเผยแพร่ทั่วไป โดยจัดทำขึ้นจากแหล่งข้อมูลต่างๆ ที่น่าเชื่อถือ แต่บริษัทฯ มิอาจรับรองความถูกต้อง ความน่าเชื่อถือ หรือความสมบูรณ์เพื่อใช้ในทางการค้าหรือประโยชน์อื่นใด บริษัทฯ อาจมีการเปลี่ยนแปลงปรับปรุงข้อมูลได้ตลอดเวลาโดยไม่ต้องแจ้งให้ทราบล่วงหน้า ทั้งนี้ผู้ใช้ข้อมูลต้องใช้ความระมัดระวังในการใช้ข้อมูลต่างๆ ด้วยวิจารณญาณของตนเองและรับผิดชอบในความเสี่ยงเองทั้งสิ้น บริษัทฯ จะไม่รับผิดต่อผู้ใช้หรือบุคคลใดในความเสียหายใดจากการใช้ข้อมูลดังกล่าว ข้อมูลในรายงานฉบับนี้จึงไม่ถือว่าเป็นการให้ความเห็นหรือคำแนะนำในการตัดสินใจทางธุรกิจ แต่อย่างใดทั้งสิ้น"