
บริหารพอร์ตที่ดินฮอต
กสิกรไทย จ่อเพิ่มวงเงิน Land Loan for Investment 1.5 หมื่นล้านบาท ช่วยลูกค้าเศรษฐีบริหารพอร์ตที่ดิน โกยผลตอบแทนเฉลี่ย 4-4.5% หลังลูกค้าแห่ส่งที่ดินให้บริหารกว่าหมื่นไร่ เม็ดเงินล็อตแรก 4 พันล้านบาทเต็ม เผยธุรกิจไพรเวตแบงก์ 5 เดือนเติบโตเป็นบวก ตั้งเป้าเพิ่ม AUM โต 8-9% ฐานลูกค้าแตะ 1.2 หมื่นราย เล็งออกกองทุนเฉลี่ย 1 กองต่อเดือน วงเงินรวม 5-6 หมื่นล้านบาท
นายจิรวัฒน์ สุภรณ์ไพบูลย์ Private Banking Group Head ธนาคารกสิกรไทยเปิดเผยกับ “ฐานเศรษฐกิจ”ว่า ธนาคารอยู่ระหว่างขยายวงเงินเพิ่มเติมอีก 1.5 หมื่นล้านบาท เพื่อรองรับการขยายตัวของผลิตภัณฑ์ Land Loan for Investment หลังจากวงเงินก้อนแรก 4,000 ล้านบาทใกล้เต็มวงเงินแล้ว เนื่องจากลูกค้าให้ผลตอบรับค่อนข้างดี โดยได้ผลตอบแทนจากส่วนต่างอัตราดอกเบี้ย 1-1.25% โดยลูกค้าจ่ายดอกเบี้ยให้ธนาคารประมาณ 3% แต่ลูกค้าได้รับผลตอบแทน (Yield) จากการลงทุนอยู่ที่ 4-4.5% ถือว่าค่อนข้างดีในภาวะตลาดช่วงนี้
จิรวัฒน์ สุภรณ์ไพบูลย์
ทั้งนี้ หากดูในช่วงที่ผ่านมามีลูกค้านำที่ดินมาเข้าโครงการจำนวนมากกว่า 1 หมื่นไร่ ซึ่งส่วนใหญ่กระจายในหลายพื้นที่ทั้งกรุงเทพฯและต่างจังหวัดจะอยู่ในพื้นที่ภาคตะวันออก หรือบริเวณใกล้เคียงโครงการเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) อย่างไรก็ดี แม้ปริมาณที่ดินที่เข้ามาค่อนข้างเยอะ แต่ก็มีบางแห่ง บางรายที่ยังมีข้อจำกัด ทั้งในส่วนของกรรมสิทธิ์ หรือเป็นที่ดินในรูปของบริษัท ไม่ใช่บุคคล ซึ่งข้อจำกัดเหล่านี้ธนาคารพยายามเคลียร์ให้สามารถทำได้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น รวมถึงช่วยลูกค้าบริหารจัดการและวางแผนในเรื่องของภาษีด้วย
ขณะเดียวกัน การบริหารจัดการ Land Loan จะมีต้นทุนในการบริหารจัดการ หากกรณีที่ธนาคารกลางสหรัฐฯ(เฟด) ปรับลดอัตราดอกเบี้ย จะส่งผลต่อส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยลูกค้าที่จะได้รับ ดังนั้น แนวโน้มอัตราดอกเบี้ยที่ให้กับลูกค้าจะขึ้นอยู่กับอัตราดอกเบี้ยในประเทศ เช่น อัตราดอกเบี้ยลูกค้ารายใหญ่ชั้นดี (MLR) และอัตราดอกเบี้ยเบิกเงินเกินบัญชี (MOR) รวมถึงปัจจัยต่างประเทศเป็นหลัก
ดังนั้น หากลูกค้าพอจะรับความเสี่ยงที่ซับซ้อนได้มากขึ้น ธนาคารจะจัดพอร์ตการลงทุนในกองทุนผสม ซึ่งจะได้รับผลตอบแทนที่ดีขึ้น โดยเฉลี่ยอยู่ที่ 5-6% ขึ้นอยู่กับลูกค้าว่า จะรับความเสี่ยงได้ระดับใด ซึ่งธนาคารจะบริหารจัดการพอร์ตลงทุนให้ตามความเหมาะสมของลูกค้าแต่ละราย
“วงเงินชุดแรก 4,000 ล้านบาท ใกล้เต็มแล้ว ตอนนี้เราอยู่ระหว่างเพิ่มวงเงินต่ออีก 1.5 หมื่นล้านบาท ลูกค้าค่อนข้างชอบ เพราะได้ประโยชน์ เพราะทิ้งที่ดินไว้เฉยๆ ก็มีแต่รายจ่ายในเรื่องของภาษี แต่หากลูกค้าเอามาเข้าโครงการสามารถได้รับผลตอบแทนกลับไปด้วย หรือลูกค้าอยากให้เอาที่ดินไปทำประโยชน์ เช่น ปล่อยเช่า หรือสร้างเป็นอพาร์ตเมนต์ก็สามารถพูดคุยกันได้”
สำหรับผลการดำเนินงานลูกค้ามั่งคั่ง (Wealth Management)ในกลุ่มลูกค้าที่มีสินทรัพย์และเงินลงทุน (AUM) เกิน 50 ล้านบาทขึ้นไป หรือกลุ่ม Private Banking ในช่วง 5-6 เดือนที่ผ่านมาอัตราการเติบโตเป็นบวก และหากดูยอด AUM ปรับตัวเพิ่มขึ้น โดยมียอด AUM อยู่ที่ 7.6 แสนล้านบาท จากปีก่อนอยู่ที่ 7.5 แสนล้านบาท จากฐานลูกค้าไพรเวต แบงก์ที่มีอยู่ราว 1.1 หมื่นคน คาดว่า AUM ปีนี้น่าจะเติบโตได้ต่อเนื่องระดับ 8-9% และฐานลูกค้าจะเพิ่มเป็น 1.2 หมื่นราย
ขณะที่ผลตอบแทนจากการลงทุน จะเห็นว่า มีอัตราการเติบโตสูงถึง 9% แม้ว่าภาวะเศรษฐกิจตลาดเงินและตลาดทุนทั้งในและต่างประเทศมีความผันผวนค่อนข้างมาก โดยทั้งปีคาดว่าผลตอบแทนจากการลงทุนในกลุ่มไพรเวตแบงก์จะกลับมาเป็นบวกได้ระดับ 5-6% จากปีก่อนที่ผลตอบแทนมีอัตราการเติบโตติดลบ 2-3%
“ภาพรวมการลงทุนปีนี้ผลตอบแทนน่าจะกลับมาเป็นบวกได้ จากปีก่อนที่เราเจอความผันผวนทำให้ผลตอบแทนติดลบ ซึ่งเราได้มีการปรับพอร์ตให้ตอบโจทย์ความเสี่ยง และมีโปรดักต์ที่จะออกมาอย่างน้อยเฉลี่ยเดือนละ 1 กอง เน้นผลตอบแทนสมํ่าเสมอ กองทุนตราสารหนี้ตลาดเกิดใหม่ หรือคุ้มครองเงินต้น โดยเฉลี่ยมูลค่ากองละ 1,500-3,000 ล้านบาท ทั้งปีจะอยู่ที่ 5-6 หมื่นล้านบาท”
หน้า 19-20 หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 39 ฉบับที่ 3,487 วันที่ 14-17 กรกฎาคม 2562






