
กำไรแบงก์Q2 ใกล้ระยะฟื้นตัว
ซีจีเอส-ซีไอเอ็มบี คาดแบงก์พาณิชย์จะฟื้นตัวในครึ่งปีหลัง ขณะที่ไตรมาส 2/62 ประเมินทำกำไรสุทธิรวม 5.2 หมื่นล้านบาท กลุ่มแบงก์ใหญ่นำโดย BBL และ KTB รายได้ค่าธรรมเนียมจะเติบโตสูงสุดในกลุ่ม
บริษัทหลักทรัพย์ซีจีเอส-ซีไอเอ็มบี (ประเทศไทย) จำกัด ระบุในบทวิเคราะห์ คาดการณ์กลุ่มธนาคารพาณิชย์ไทย ไตรมาส 2 /2562 จะรายงานกำไรสุทธิรวมกัน 5.2 หมนล้านบาท ปรับลดลง 0.8% จากไตรมาสเดียวกันของปีที่แล้ว ( yoy ) และลดลง 5.0% จากไตรมาส1/2562 (qoq) แต่หากไม่รวมกำไรที่ BAY บันทึกเพียงครั้งเดียวในไตรมาส 1/ 2562 จากการขายเงินลงทุนในบรษิทย่อย กลุ่มธนาคารจะมีผลกำไรเพิ่มขึ้น 6% qoq โดยผลประกอบการที่อาจไม่น่าตื่นเต้นในไตรมาสนี้ ทําให้มีมุมมอง Neutral ต่อกลุ่มธนาคาร ขณะที่ได้เพิ่ม SCB เข้ามาในรายชื่อหุ้น Top pick คู่กับ BBL เพราะมองว่าผลกำไรของธนาคารจะเริ่มฟื้นตัวในไตรมาส3/2562
โดยธนาคารขนาดใหญ่ BBL และ KTB คาดจะมีรายได้ค่าธรรมเนียมเติบโตสูงที่สุดในกลุ่ม โดยมีกำไรเติบโตทั้ง yoy และ qoq เพราะฐานรายได้ค่าธรรมเนียมจะทรงตัวมากขึ้น เนื่องจากธนาคารมีการประกาศยกเลิกค่าธรรมเนียมการทําธุรกรรมผ่านระบบอิเลกทรอนิกส์ในไตรมาส 2/ 2561 ขณะเดียวกันคาดว่า SCB และ KBANK จะมีกำไรสุทธิลดลง yoy เพราะกำไรจากเงินลงทุนและอตราแลกเปลี่ยนในไตรมาส 2/2562 ต่ำกว่าไตรมาส2/2561 ส่วน BAY กำไรลดลง qoq เนื่องจากไม่มีกำไรจากการขายเงินลงทุนในไตรมาสนี้ แต่กําไรจะยังเติบโต YoY
ส่วนธนาคารเล็กที่ทำการศึกษา TISCO จะ outperform คู่แข่งในระดับกำไรสุทธิเพราะอุปสงค์สินเชื่อเช่าซื้อ ในไตรมาส 2/2562 ยังคงแข็งแกร่ง อย่างไรก็ตามการที่ยอดสินเชื่อรวมเติบโตจากกลุ่มสินเชื่อที่มีการแข่งขันรุนแรง ทำให้คาดว่า TISCO และ TCAP จะมีส่วนต่างอัตราดอกเบี้ย (NIM ) ทรงตัว qoq ขณะเดียวกันมองว่าการเติบโตของกำไรสุทธิ TCAP จะถูกกดดันจากอัตราภาษีที่กลับมาอยู่ในระดับปกติ yoy และการตั้งสำรองที่สูงขึ้น qoq ส่วนกำไรสุทธิของ TMB จะยังถูกกดันจากรายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ยเนื่องจาก "TMB Smart Port " น่าจะช่วยให้รายได้ค่าธรรมเนียมทรงตัวเท่านั้น
นอกจากนี้ คาดว่า KKP จะระมัดระวังเรื่องการปล่อยสินเชื่อมากขึ้น จากความกังวลเรื่องคุณภาพสินทรัพย์ หลังการขายสินทรัพย์ยึดมีผลขาดทุนสูงขึ้นในไตรมาส 2/2562 ซึ่งเชื่อว่าจะฉุดกำไร yoy
บล.ซีจีเอส ซีไอเอ็มบี คาดรายได้ดอกเบี้ยสุทธิของ BBL จะยังทรงตัว ราคาหุ้น BBL อาจปรับตัวสูงขึ้นเมื่อธนาคารมีคุณภาพสินทรัพย์ดีขึ้นและรายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ยเติบโตแข็งแกร่ง ให้ราคาเป้าหมาย BBL ที่ 238 บาท ส่วน KBANK ราคาเป้าหมาย 224 บาท จากกำไรที่เติบโตในช่วงไตรมาสที่เหลือ หลังจากชะลอตัวตามฤดูการในไตรมาส 1/2562 และ SCB ให้ราคาเป้าหมายที่ 146 บาท ประเมินมูลค่าน่าสนใจเมื่อเทียบกับกำไรต่อหุ้นที่คาดจะเติบโต 8 - 13% ในปี 2563 - 2564 เนื่องจากธนาคารเริ่มเก็บเกี่ยวประโยชน์ จากการลงทุนในแพลตฟอร์มดิจิล เห็นได้จากรายได้ที่เพิ่มขึ้นและต้นทุนที่เหมาะสม คาดว่า SCB จะมีกำไรเติบโตสูงขึ้นและความกังวลเรื่องคุณภาพสินทรัพย์ที่ลดลงจะกลายเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ราคาหุ้นปรับตัวสูงขึ้น






