
ธปท.ลั่นยังไม่วางใจไทยหลุดบัญชีบิดเบือนค่าเงิน
ธปท.ย้ำยังไม่วางใจหลังไทยไม่ติดรายชื่อบิดเบือนค่าเงินเพื่อการค้าของกระทรวงการคลังสหรัฐฯ เผยยังเฝ้าติดตามใกล้ชิด เหตุสหรัฐฯ มีการเพิ่มเกณฑ์ความเข้มงวดประเทศคู่ค้าแทน สะท้อนเรื่องกีดกันทางการค้า ลั่นมาตรการ LTV ไม่กระทบบ้านหลังแรก แต่สกัดดีมานด์เทียม
นายวิรไท สันติประภพ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยว่า จากรายงานกระทรวงการคลังสหรัฐอเมริกาได้ประกาศรายชื่อประเทศคู่ค้า 9 ประเทศที่ถูกติดตามใกล้ชิดในเรื่องของการบริหารค่าเงินเพื่อการค้านั้น พบว่าไม่มีรายชื่อของประเทศไทยอยู่ในบัญชีที่ถูกจับตามอง สะท้อนถึงนโยบายการของธปท.ที่ไม่ได้บริหารค่าเงินเพื่อหวังผลทางการค้า ซึ่งในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา ธปท.ได้มีการหารือร่วมกับสหรัฐฯ และเปิดเผยข้อมูลการบริหารค่าเงินอย่างโปร่งใส จึงมีความเข้าใจกันดี
อย่างไรก็ดี ในรายงานดังกล่าว จะเห็นว่าสหรัฐฯ ได้มีการปรับกฎเกณฑ์หลายประการ ซึ่งเป็นการสะท้อนเรื่องของการกีดกันทางการค้า โดยหลักเกณฑ์ได้เพิ่มความเข้มงวดในการดูแลและติดตามประเทศคู้ค่าที่มีการบิดเบือนค่าเงินเพื่อการค้า จึงเป็นเรื่องที่ธปท.ยังวางใจไม่ได้ และต้องติดตามอย่างใกล้ชิด
“แม้ว่าไทยจะไม่อยู่ในรายชื่อการบริหารค่าเงินเพื่อหวังผลทางการค้า แต่หากดูรายงานจะพบว่าสหรัฐฯ มีการปรับเกณฑ์การติดตามประเทศคู่ค้าใหัเข้มงวดมากขึ้น ซึ่งเรายังคงต้องติดตามเรื่องนี้ใกล้ชิด”
อนึ่ง รายงานเผยแพร่ของกระทรวงคลังสหรัฐ เผยแพร่ในรอบครึ่งปี ระบุชื่อประเทศคู่ค้าเพิ่มขึ้นมาเป็น 9 ประเทศ จากเดิมมีอยู่ 6 ประเทศ ได้แก่ จีน เยอรมนี ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ ไอร์แลนด์ อิตาลี มาเลเซีย สิงคโปร์ และเวียดนาม ไว้ในรายชื่อประเทศที่ต้องจับตามองอย่างใกล้ชิด
สำหรับภาพรวมสินเชื่อที่อยู่อาศัยหลังจากมีมาตรการกำกับดูแลสินเชื่อที่อยู่อาศัย (LTV) มีผลบังคับใช้ 1 เมษายนที่ผ่านมา ต้องรอประเมินอีกสักระยะหนึ่ง แต่เกณฑ์ที่ออกมาไม่มีผลกระทบต่อบ้านหลังแรก แต่ออกมาเพื่อลดความต้องการเทียมในสัญญาที่ 2 และ 3 รวมถึงทำให้คนที่ซื้อบ้านหลังแรกราคาจะไม่สูงเกินจริง ซึ่งอาจจะเกิดเป็นภาวะฟองสบู่ได้ในอนาคต อย่างไรก็ดี สินเชื่อที่ปรับลดลงในเดือนเมษายนนั้น เป็นผลมาจากมีคนเร่งขอสินเชื่อไปก่อนหน้าก่อนที่มาตรการจะมีผลบังคับใช้ ดังนั้น จึงไม่สามารถดูยอดเฉพาะเดือนเมษายนเท่านั้น ขณะที่สินเชื่อรถยนต์ธปท.อยู่ระหว่างการติดตามอยู่
ขณะที่ประเด็นสัดส่วนภาระหนี้ต่อรายได้ (DSR) ปัจจุบันอยู่ระหว่างการทำงานร่วมกับสมาคมธนาคารไทย (TBA) เนื่องจากเดิมธนาคารมองดูความสามารถของผู้กู้แบบรายผลิตภัณฑ์ ไม่ได้ดูความสามารถของผู้กู้แบบองค์รวม เช่น แยกผลิตภัณฑ์บัตรเครดิต สินเชื่อบุคคลเป็นต้น






