
ด่วน!!! กนง.คงดอกเบี้ย 1.75%
กนง.ประสานเสียง มติเอกฉันท์คงดอกเบี้ย 1.75% กังวลเสถียรภาพระบบการเงิน อัตราการเติบโตเศรษฐกิจ หลังเครื่องชี้วัดไตรมาสที่ 1 ออกมาต่ำกว่าคาด พร้อมติดตามความเสี่ยงในประเทศ ตั้งรัฐบาลใหม่ล่าช้ากระทบงบประมาณปี 63 การลงทุนใหม่
นายทิตนันทิ์ มัลลิกะมาส ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายนโยบายการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) และในฐานะเลขานุการ คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) เปิดเผยว่า คณะกรรมการฯ มีมติเอกฉันท์ให้คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายอยู่ที่ 1.75% ต่อปี เนื่องจากเศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มขยายตัวต่ำกว่าที่ประเมินไว้ อัตราเงินเฟ้อมีแนวโน้มใกล้เคียงกับขอบล่างเงินเฟ้อ ภาวะการเงินโดยรวมยังอยู่ในระดับผ่อนคลายและเอื้อต่อการขยายตัวทางเศรษฐกิจ แต่มีปัจจัยเสี่ยงต่อเสถียรภาพระบบการเงินที่ต้องติดตามอย่างต่อเนื่อง
ทั้งนี้ คณะกรรมการฯ จะติดตามความเสี่ยงด้านต่างประเทศจากมาตรการกีดกันทางการค้าระหว่างสหรัฐฯ และจีน แนวโน้มการขยายตัวเศรษฐกิจจีนและประเทศอุตสาหกรรมหลักที่จะส่งผลต่ออุปสงค์ในประเทศ อย่างไรก็ดี ไม่ว่าผลการเจรจาระหว่างสหรัฐฯ และจีนออกมาอย่างไร จะมีทั้งผลบวกและลบ เนื่องจากมีผลต่อจิตวิทยาเศรษฐกิจโลกและการค้าโลก และอาจเป็นผลลบต่อไทย แต่ทั้งนี้การเปลี่ยนแปลงการค้า (Trade Diversion) ที่เกิดจากการ Trade War จะกระทบแต่ละประเทศแตกต่างกัน ซึ่งก็เป็นความเสี่ยงต่อการประเมิน
นอกจากนี้ ติดตามความไม่แน่นอนของปัจจัยในประเทศ ตลอดจนการดำเนินนโยบายของรัฐบาลใหม่และการใช้จ่ายภาครัฐ และความคืบหน้าของการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญและต่อเนื่องไปยังการลงทุนภาคเอกชน ซึ่งอาจจะส่งผลต่อแนวโน้มการขยายตัวของเศรษฐกิจในระยะต่อไป เนื่องจากหากมีการจัดตั้งรัฐบาลใหม่ช้า จะกระทบต่อการจัดทำงบประมาณปี 2563 ที่จะต้องเสนอ และภายหลังจัดทำงบประมาณ จะมีการเบิกใช้เมื่อไร ซึ่งจะต้องดูทั้งในเรื่องของขนาดและจังหวะ รวมถึงการขับเคลื่อนด้วย
“ความไม่แน่นอนมีทั้งปัจจัยต่างประเทศและในประเทศ ซึ่งในภาคต่างประเทศเรื่อง Trade War จะส่งผลต่อจิตวิทยาตลาดการเงินโลก หากมีความเสี่ยงสูง จะเกิด Risk On และ Risk Off โดยค่าเงินจะไปตามกระแสข่าว แต่โชคดีที่ไทยมีเสถียรภาพการเงินที่เข้มแข็ง แต่ความไม่แน่นอนนี้อาจจะทำให้ค่าเงินมีความผันผวนได้เป็นเรื่องที่ต้องบริหารค่าเงินให้ดี”
อย่างไรก็ตาม ภาพรวมการดำเนินนโยบาย จะอยู่ภายใต้กรอบ 3 เป้าหมาย คือ 1.แนวโน้มอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจ 2.อัตราเงินเฟ้อ และ 3.เสถียรภาพระบบการเงิน ทั้งนี้ หากดูจะเห็นว่าอัตราการขยายตัวเศรษฐกิจชะลอตัวลง โดยเครื่องชี้วัดไตรมาสที่ 1 ออกมาต่ำกว่าคาด ส่วนอัตราเงินเฟ้อยังอยู่ใกล้เคียงกรอบเป้าหมาย และเสถียรภาพระบบการเงิน คณะกรรมการฯ ให้ความกังวล เนื่องจากหากเกิดเหตุการณ์อะไรขึ้นจะกระทบเยอะ ส่วนเป้าหมายการเติบโตทางเศรษฐกิจอาจจะต้องมองระยะข้างหน้าใน 1-2 ปี แต่ทุกอย่างจะต้องสมดุลระหว่างการเติบโตและเสถียรภาพการเงินด้วย
ดังนั้น มาตรการดูแลความเสี่ยงในช่วงต่อไปยังจำเป็นที่จะต้องได่รับการดูแลด้วยเครื่องมือที่หลากหลาย ทั้งอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่เหมาะสม มาตรการกำกับดูแลสถาบันการเงิน (Microprudential) และมาตรการดูแลเสถียรภาพระบบการเงิน (Macroprudential) ที่จะต้องให้ความสำคัญเพิ่มขึ้น ซึ่งการใช้มาตรการนั้นจะต้องดูถึงความเหมาะสมกับความเสี่ยงและจุดเปราะบางนั้นๆ แต่จะเห็นการใช้เครื่องมือที่หลากหลายมากขึ้น
“รอบนี้คณะกรรมการพูดคุยเรื่องพลวัตรต่างๆ แต่ไม่ได้มีการปรับเป้า แต่หากดูเศรษฐกิจต่ำกว่าประเมินไว้ที่ระดับ 3.8% หากดูเครื่องชี้ไตรมาส 1 ที่ออกมาต่ำกว่าประเมินไว้ และแผ่วกว่าที่คาด ส่วนไตรมาสที่ 2 จะต้องดูว่าเครื่องชี้จะออกมาแบบไหน เพราะเครื่องชี้ไตรมาสแรกบางตัวต่ำกว่าคาด ประกอบกับต่างประเทศมีการเปลี่ยนแปลงภาวะการเงิน เราต้องมาดูว่ากระทบกับเป้าหมาย 3 ข้อหรือไม่ แต่การปรับขึ้นปรับลงของดอกเบี้ยในต่างประเทศ ยอมรับว่าอาจจะกระทบเงินทุนเคลื่อนย้ายได้”






