thansettakij
thansettakij
กังวลการเมือง  ฉุดเชื่อมั่น2.83%

กังวลการเมือง ฉุดเชื่อมั่น2.83%

08 พ.ค. 62 | 23:30 น.
อัปเดตล่าสุด :09 พ.ค. 62 | 06:42 น.

 

 

FETCO เผยดัชนีเชื่อมั่นนักลงทุน 3 เดือนข้างหน้า ปรับลดลง 2.83% เหตุกังวลการเมืองและเสถียรภาพรัฐบาลใหม่ เชื่อหากสถาน การณ์คลี่คลายเงินต่างชาติไหลกลับเข้าหุ้นไทย

นายไพบูลย์ นลินทรางกูร ประธานกรรมการ สภาธุรกิจตลาดทุนไทย(FETCO) เปิดเผยว่า ดัชนีความเชื่อมั่นนักลงทุนอีก3 เดือนข้างหน้า ปรับลดลง 2.83% มาอยู่ที่ระดับ 104.49 เป็นเดือนที่ 2 เนื่องจากนักลงทุนกังวลปัจจัยภายในประเทศจากสถานการณ์การเมืองภายหลังการเลือกตั้ง รวมทั้งเสถียรภาพรัฐบาลใหม่ และผลการเจรจานโยบายการค้าระหว่างสหรัฐฯและจีน ถือว่ามีอิทธิพลต่อตลาดหุ้นไทยมากที่สุด แต่หากสถานการณ์ต่างๆ คลี่คลายและมีความชัดเจนขึ้น เชื่อว่ากระแสเงินทุนต่างชาติจะไหลกลับเข้ามาในตลาดหุ้นไทย

กังวลการเมือง  ฉุดเชื่อมั่น2.83%

ไพบูลย์ นลินทรางกูร

สำหรับทิศทางการลงทุนอีก 3 เดือนข้างหน้า ปัจจัยที่มีผลต่อความเชื่อมั่นนักลงทุนมากที่สุด ยังคงเป็นปัจจัยในประเทศจากสถานการณ์ทางการเมืองที่อยู่ระหว่างการประกาศผลเลือกตั้งและการจัดตั้งรัฐบาลในช่วงเดือนพฤษภาคมนี้ เบื้องต้นประเมินว่า โอกาสรัฐบาลใหม่จะมีเสียงข้างมากนั้นมีน้อย โดยคาดว่า จะอยู่ที่ 250-260 เสียง ถือว่าเก่งแล้วและต้องยอมรับว่า เสียงที่มีอยู่อาจทำให้เสถียรภาพลดลง เวลาการบริหารงานมีน้อย หากจะเข้ามาบริหารประเทศทันที ต้องเลือกคนที่มีความสามารถเข้ามาทำงานได้เลย

“รัฐบาลใหม่ที่จะเข้ามาต้องทำงานได้ทันที เพราะมีเวลาจำกัดและหมดเวลาฮันนีมูนแล้ว จึงต้องหาคนมีฝีมือเข้ามาบริหารงานทันที ท่ามกลางเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัว ทำให้เศรษฐกิจไทยได้รับผลกระทบเนื่องจากยังคงพึ่งพาการส่งออกและการท่องเที่ยวอยู่ โดยต้องมีนโยบายการกระตุ้นบริโภคและการลงทุนของภาคเอกชนให้เกิดความต่อเนื่อง รวมถึงสานต่อนโยบายรัฐบาลเดิม เพื่อไม่ให้นักลงทุนเกิดความกังวล และหากมีความชัดเจนตลาดหุ้นไทยก็จะสามารถปรับตัวขึ้นได้ไม่ยาก ซึ่งหมวดที่น่าสนใจมากที่สุดคือ หมวดพลังงานและสาธารณูปโภค หมวดธุรกิจที่ไม่น่าสนใจมากที่สุด คือหมวดเหมืองแร่”

ส่วนปัจจัยทางเศรษฐกิจโลกที่ต้องติดตามคือ ความเป็นไปได้กรณีปรับลดอัตรานโยบายดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) และผลกระทบความคืบหน้าและการคาดหวังการบรรลุข้อตกลงการค้าระหว่างสหรัฐฯและจีน, กรณีพิพาทระหว่างสหรัฐฯ และสหภาพยุโรป เรื่องการให้เงินอุดหนุนอุตสาหกรรมการบินที่อาจส่งผลต่อการขึ้นภาษีนำเข้าระหว่างกัน ทำให้เศรษฐกิจโลกยังมีความเสี่ยงที่จะชะลอตัวลง และการคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายจนถึงสิ้นปี ทิศทางเบร็กซิทหลังเลื่อนเส้นตายข้อตกลงจนถึงวันที่ 31 ตุลาคมนี้

นางสาวอริยา ติรณะประกิจ รองกรรมการผู้จัดการ สมาคมตลาดตราสารหนี้ไทยกล่าวถึงดัชนีคาดการณ์อัตราดอกเบี้ยเดือนพฤษภาคม 2562 ว่า ดัชนีคาดการณ์อัตราดอกเบี้ยนโยบายในการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) อยู่ที่ระดับ 60 เพิ่มขึ้นจากครั้งที่แล้ว แต่ยังอยู่ในเกณฑ์ไม่เปลี่ยนแปลงไปจากปัจจุบัน สะท้อนมุมมองตลาดที่คาดว่า ดอกเบี้ยนโยบายจะยังคงอยู่ที่ระดับ 1.75% ต่อไป โดยให้นํ้าหนักกับอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจ ทิศทางดอกเบี้ยในตลาดโลก และอัตราเงินเฟ้อเป็นปัจจัยหลัก

นายสุกิจ อุดมศิริกุล กรรมการผู้จัดการ สายงานวิจัย บล.ไทยพาณิชย์ฯ กล่าวว่า ดัชนีตลาดหุ้นไทยเดือนพฤษภาคม มีโอกาสปรับตัวเพิ่มขึ้นไปอยู่ที่ระดับ 1700 จุด หากมีการจัดตั้งรัฐบาลได้สำเร็จ แต่หากยังไม่สามารถจัดตั้งรัฐบาลได้ดัชนีอาจจะปรับตัวลดลงไปที่ระดับ 1630 จุด โดยแนะนำนักลงทุนเลือกลงทุนในหุ้นรายตัว หรือเลือกแนะนำซื้อเมื่อราคาหุ้นอ่อนตัว เช่น กลุ่มพลังงาน แม้ว่า ในช่วงประกาศงบไตรมาสแรกปีนี้คาดว่า จะออกมาในทิศทางที่ไม่ดี แต่เชื่อว่าไตรมาส 2 จะกลับมาเติบโตได้ จากการที่สถานการณ์ราคานํ้ามันปรับเพิ่มขึ้น ส่วนกลุ่มการแพทย์จะปรับตัวได้ดีขึ้น และกลุ่มค้าปลีกจะฟื้นตัวขึ้นจากกำลังซื้อในประเทศ 

 

หน้า17-18 หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 39 ฉบับ 3,468 วันที่ 9-11 พฤษภาคม 2562

กังวลการเมือง  ฉุดเชื่อมั่น2.83%