
เอสเอ็มอีไทย เจอแรงกดดันรอบด้าน กรุงไทยแนะใช้ประโยชน์จากรัฐ ปลดล็อกธุรกิจ
เอสเอ็มอีไทย เจอแรงกดดันรอบด้าน กรุงไทยแนะใช้ประโยชน์จากรัฐ ปลดล็อกธุรกิจ
กรุงไทยมอง เอสเอ็มอีตัวช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย หลังปี 61 จีดีพีเอสเอ็มอีขยายตัว 5% นำโดยภาคท่องเที่ยว-อสังหาริมทรัพย์ ย้ำเทคโนโลยีเปลี่ยน การแข่งขันสูง แต่ยังเข้าถึงแหล่งเงินทุนยาก แนะผู้ประกอบการใช้ประโยชน์ตัวช่วยภาครัฐ ปลดล็อกดันธุรกิจขยายตัว
นายพชรพจน์ นันทรามาศ ผู้อำนวยการฝ่ายอาวุโส สายงาน Global Business Development and Strategy ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน)เปิดเผยว่า ธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม(เอสเอ็มอี) ถือเป็นตัวขับเคลื่อนสำคัญต่อเศรษฐกิจไทย โดยมีสัดส่วนสร้างจีดีพีถึง 43% หรือคิดเป็นมูลค่าราว 5 ล้านล้านบาท จากมูลค่าจีดีพีไทยที่มีกว่า 10 ล้านล้านบาท ซึ่งตัวเลขของสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม(สสว.)ปี 2561พบว่า อัตราการขยายตัวของจีดีพีไทยอยู่ที่ 4.1% แต่จีดีพีเอสเอ็มอีเติบโตถึง 5% โดยกลุ่มที่ขยายตัวได้ดีคือ ภาคการท่องเที่ยว และอสังหาริมทรัพย์ แต่จีดีพีเอสเอ็มอีภาคอุตสาหกรรมเติบโตเพียง 1.7% เช่น ภาคส่งออก ซึ่งเป็นผลจากการแข่งขันสูงและได้รับผลกระทบจากเศรษฐกิจโลก และคาดว่าปี 2562 ภาคอุตสาหกรรมยังคงขยายตัวไม่ดีมาก
ทั้งนี้จากบทวิจัยเรื่อง “เปิดทางลัด SMEs ด้วยตัวช่วยดีๆ จากภาครัฐ” พบว่า ปัจจุบัน เอสเอ็มอีไทยยังต้องเผชิญกับปัญหา 3 ด้านคือ 1. เทคโนโลยีที่ก้าวหน้าอย่างรวดเร็ว ทำให้ความคาดหวังของลูกค้าซับซ้อนขึ้น 2.การขาดประสบการณ์และความรู้ในบางมุม เช่น การเข้าสู่ตลาดออนไลน์หรือประยุกต์ใช้เทคโนโลยีชั้นสูง ซึ่งตลาดอี-คอมเมิร์ซมีแนวโน้มขยายตัวสูง 14% มูลค่า 3.2 ล้านล้านบาท และ3.เข้าถึงแหล่งเงินทุนยาก
จากตัวเลขพบว่า มีเอสเอ็มอีเข้าถึงธนาคารพาณิชย์ 5.2 แสนราย คิดเป็น 17% ซึ่งในจำนวนสินเชื่อดังกล่าวกว่า 84% กระจุกตัวอยู่กับเอสเอ็มอีกว่า 1 หมื่นราย หรือคิดเป็น 10% ของสินเชื่อธนาคารพาณิชย์ นอกจากนั้น เอสเอ็มอีที่ใช้สินเชื่อธนาคารพาณิชย์และเป็นบุคคลธรรมดา ส่วนใหญ่กว่า 63% มีบัญชีขอสินเชื่อเพียงบัญชีเดียว ขณะทีเอสเอ็มอีที่เป็นนิติบุคคลกว่า 42% มีบัญชีขอสินเชื่อเพียงบัญชีเดียว
ทั้งนี้ ตัวเลขสินเชื่อเอสเอ็มอี(ไม่รวมสินเชื่อกิจกรรมทางการเงินและการประกันภัย) ณ กุมภาพันธ์ 2562 มี 4.4 ล้านล้านบาท เติบโต 3% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อน ชะลอลงจากที่เติบโต 4.4% ณ ธันวาคม 2561 ส่วนหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้(เอ็นพีแอล) ณ ธันวาคม 2561 อยู่ที่ 4.46% ขณะที่ ตัวเลขสินเชื่อรวมล่าสุด (ไม่รวมสินเชื่อ interbank) ณ กุมภาพันธ์ 2562 อยู่ที่ 13.2 ล้านล้านบาท เติบโต 5.5% เมื่อเทียบช่วงเดียวกันของปีก่อน ถือว่า ชะลอลงจากที่เติบโต 6% เมื่อเทียบ ณ ธันวาคม 2561 โดยมีเอ็นพีแอล ณ ธันวาคม 2561 อยู่ที่ 2.93%
ดังนั้น ภาครัฐตระหนักถึงปัญหาและได้ดำเนินโครงการช่วยเหลือมาอย่างต่อเนื่อง เพื่อเป็นตัวช่วย จึงอยากแนะนำให้ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีใช้ประโยชน์จากทรัพยากรเหล่านี้อย่างเต็มที่ โดยอาจเริ่มจากศูนย์สนับสนุนและช่วยเหลือ SMEs ของกระทรวงอุตสาหกรรม (SSRC) ที่มีอยู่ 248 แห่งทั่วประเทศ ซึ่งเป็นศูนย์กลางให้คำปรึกษาเรื่องหลักๆ และสามารถเชื่อมโยงไปยังโครงการหน่วยงานอื่นๆ หรือ One-Stop Service Center (OSS Center) ของสสว.ที่มีบริการในลักษณะเดียวกัน โดยมีศูนย์ OSS ครอบคลุม 76 จังหวัด
นอกจากนั้น เอสเอ็มอีที่ต้องการตัวช่วยในการพัฒนาผลิตภัณฑ์และยกระดับการผลิตสู่มาตรฐานสากล สร้างความแตกต่าง เพื่อเป็นจุดขาย สามารถติดต่อศูนย์ปฏิรูปอุตสาหกรรมสู่อนาคต (Industrial Transformation Center: ITC) เพื่อขอรับคำปรึกษาด้านการผลิตแบบครบวงจร ทั้งวิเคราะห์ ออกแบบผลิตภัณฑ์ จัดหาผู้ผลิต บริการด้านวิศวกรรม รับรองมาตรฐานและทดสอบตลาด รวมถึงใช้เทคโนโลยีดิจิทัล เพื่อช่วยลดต้นทุนการผลิต
ส่วนกรณีต้องการบุกตลาดออนไลน์ ในยุค Platform Economy สามารถเข้าร่วมโครงการและติดต่อหน่วยงานภาครัฐ เช่น โครงการ SME Online by OSMEP ที่บ่มเพาะ SMEs จนถึงทำการตลาดจริง Platform Thaitrade.com ซึ่งเป็นช่องทางการขายสินค้าไปต่างประเทศ และ New Economy Academy (NEA) แหล่งรวบรวมความรู้และหลักสูตรอบรมต่างๆ
“ตัวช่วยภาครัฐมีความพร้อมมาก แต่อยู่กระจัดกระจาย ทำให้เอสเอ็มอีบางส่วนไม่รู้ ส่วนเรื่องหลักประกันที่เป็นข้อจำกัด จะเห็นว่ามีหน่วยงานบสย.เข้ามาช่วยค้ำประกัน และมีกฎหมายหลักประกันที่จะมาช่วย และต่อไปธนาคารจะไปสู่การเก็บข้อมูลมาใช้ในการปล่อยกู้มากขึ้น หรือ Information Base Lending แต่อาจต้องใช้ระยะเวลาสักพัก”






