
ผู้กู้หน้าเก่าสร้างหนี้ใหม่ดันหนี้ครัวเรือนทะยานเพิ่ม7%
ผลการศึกษาพลวัตหนี้ครัวเรือนไทย ของสถาบันวิจัยเศรษฐกิจป๋วย อึ๊งภากรณ์ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) โดยใช้ข้อมูล สินเชื่อรายสัญญาของเครดิตบูโรและติดตามบัญชีและผู้กู้รายเดิมในระยะเวลา 9 ปี ตั้งแต่ปี 2552-2561 จำนวนบัญชี 68.7 ล้านบัญชีของผู้กู้ 20.9 ล้านคน จาก 95 สถาบันการเงินพบว่า ภาพรวมหนี้ครัวเรือนไทยกลับมาขยายตัวในระดับสูงอีกครั้งในปี 2561 โดยจำนวนสัญญาสินเชื่อและมูลหนี้กลับมาขยายตัวมากกว่า 7% โดยสัดส่วนหนี้ครัวเรือน ณ สิ้นปี 2561 อยู่ที่ 78.6% ซึ่งกลับมาเร่งตัวขึ้นนับจากปี 2554 ที่สัดส่วนหนี้ครัวเรือนอยู่ในระดับสูง โดยสูงเป็นอันดับ 3 ของภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิกรองจากเกาหลีและออสเตรเลีย
นางสาวโสมรัศมิ์ จันทรัตน์ หัวหน้ากลุ่มงานวิจัยด้านระบบการเงิน สถาบันวิจัยเศรษฐกิจป๋วย อึ๊งภากรณ์ ธปท.กล่าวว่า สินเชื่อที่มีผลให้หนี้ครัวเรือนเพิ่มขึ้น มาจากสินเชื่อส่วนบุคคล สินเชื่อบัตรเครดิต และสินเชื่อรถยนต์ แม้ว่าปี 2559 หลังจากธปท.ออกมาตรการควบคุมและกำกับดูแลหนี้ที่ไม่มีหลักประกัน จะทำให้สินเชื่อส่วนบุคคลและบัตรเครดิตแผ่วลง แต่กลับมาขยายตัวอีกครั้งในปัจจุบัน โดยส่วนใหญ่มาจากสถาบันการเงินขนาดใหญ่และกลาง รวมถึงสถาบันการเงินที่ไม่ใช่ธนาคารพาณิชย์ (Non-Bank) ขยายตัวเพิ่มขึ้นเกือบ 1 เท่าตัว
อย่างไรก็ดี หากดูสัดส่วนหนี้ที่เพิ่มขึ้น พบว่า 4 ใน 5 มาจากผู้กู้รายเดิม โดยผู้กู้รายเดิมส่วนใหญ่มีการกู้เพิ่มในแต่ละปี มีสัดส่วนจาก 30% ในปี 2552 มาอยู่ที่ 45% ในปี 2561 และมีเฉลี่ย 4 บัญชี ขณะที่ผู้กู้รายใหม่ มีเพียง 1 ใน 5 ที่เปิดบัญชีใหม่ ซึ่งประมาณ 30-40% จะเป็นสินเชื่อรถยนต์ ส่วนสินเชื่อส่วนบุคคลและบัตรเครดิต จะมาจากผู้กู้รายเดิม แต่หากดูผู้กู้รายใหม่ จะเห็นว่าผู้กู้มีอายุเฉลี่ยน้อยลงเรื่อยๆ และเป็นผู้กู้ที่มีอายุน้อยกว่า 25 ปี เช่น สินเชื่อรถยนต์จะพบว่าผู้กู้มีอายุน้อยลงมีสัดส่วนเพิ่มจาก 5% ในปี 2552 มาอยู่ที่ 15% ในปี 2561 แต่การขยายสินเชื่อพบว่ามีการกระจายไปยังพื้นที่ต่างๆ มากขึ้น สะท้อนการเข้าถึงแหล่งสินเชื่อหรือเงินทุนมากขึ้น
ขณะที่คุณภาพสินเชื่อพบว่า ผู้กู้รายเดิมที่มีการกู้เพิ่ม จะมีสินเชื่อด้อยคุณภาพมากกว่าผู้กู้รายใหม่ และสัดส่วนหนี้เสียจะเพิ่มขึ้นหลังจากกู้ไปแล้วในช่วงปีหลังๆ ซึ่งหากดูหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล) จะเห็นว่าผู้กู้รายใหม่จะมีหนี้เสียสัดส่วนอยู่ที่ 4% เมื่อเทียบกับผู้กู้รายเดิมที่กู้เพิ่มมีหนี้เสียสูงถึง 7% หลังจากกู้เงินไปแล้วภายใน 1 ปี สะท้อนผ่านสถาบันการเงินขนาดใหญ่และขนาดกลาง-เล็กที่มีอัตราหนี้เสียเพิ่มขึ้นมากกว่าทุกปีที่ปล่อยสินเชื่อ
“หนี้ครัวเรือนกลับมาเร่งตัวอีกครั้ง หลังจากแผ่วไปช่วงก่อนหน้า หากดูไส้ในจะพบว่า 4 ใน 5 จากหนี้ครัวเรือนเกิดจากผู้กู้รายเดิม แต่ขยายบัญชี และเริ่มกู้หลายบัญชีมากขึ้น โดยที่พบสูงสุดมีถึง 20 บัญชี แต่หากดูเฉลี่ยจะอยู่ที่ 4 บัญชี และผู้กู้รายใหม่มีเพียง 1 ใน 5 แม้ว่าจะมีการควบคุมแต่ก็ต้องคำนึงถึงการเข้าถึงสินเชื่อด้วย ธปท.จึงต้องบาลานซ์รักษาสมดุลระหว่างการเพิ่มเข้าถึงในสำหรับคนที่พร้อมเท่านั้น”
ดังนั้น นโยบายและมาตรการกำกับดูแลจะต้องคุมทั้งในส่วนของ Supply และ Demand และต้องทำใน 2 มิติคือ จะต้องกำกับดูแลในเซ็กเมนต์ที่มีปัญหา และกำกับแบบพุ่งเป้า เช่น หากต้องการกำกับดูแลสินเชื่อรถยนต์ แต่ผู้กู้อาจจะไปกู้หนี้อื่นเพิ่ม จึงต้องกำกับแบบพุ่งเป้าควบคู่ เช่น คุมกลุ่มคนที่มีรายได้หรือมีจำนวนบัญชีมาก ซึ่งธปท.มีแนวคิดการดูแลเรื่องภาระหนี้ต่อรายได้ (DSR)มากขึ้น แต่ไม่ใช่มาตรการตัวเดียว เพราะบางคนไม่มีรายได้ แต่มีสินทรัพย์ จึงอาจจะควบคุมเฉพาะกลุ่มเสี่ยง เช่น ทำ DSR เฉพาะคนอายุน้อย
หน้า 19-20 หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 39 ฉบับ 3,466 วันที่ 2-4 พฤษภาคม 2562






