
อาถรรพ์พ.ค. หุ้นไทย ‘ผันผวน’ ‘การเมือง-เศรษฐกิจ’กดดัน
การเมือง-เศรษฐกิจ กดดันตลาดหุ้นไทยเดือน พ.ค. ผันผวน เสี่ยงเผชิญแรงเทขายสูง ลุ้นมาตรการกระตุ้นรัฐพลิกฟื้น แรงหนุนปรับเพิ่มนํ้าหนักดัชนี MSCI ดันเงินกองทุนต่างชาติไหลเข้าราว 6 หมื่นล้านบาท คาด SET Index มีโอกาสแตะ 1700 จุด กรอบล่าง 1650-1660 จุด โบรกแนะลงหุ้นกลุ่มแบงก์-ท่องเที่ยว-หุ้นที่ผันผวนตํ่า-หุ้นหลักในดัชนี MSCI
ดัชนีตลาดหลักทรัพย์ฯ นับตั้งแต่ต้นปีมาถึงปัจจุบัน ปรับขึ้น 6.57% ขณะที่เดือนพฤษภาคม ซึ่งเป็นช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อจากปัจจัยกดดันทั้งในเรื่องการเมืองไทยที่กกต.จะประกาศผลการเลือกตั้งอย่างเป็นทางการในวันที่ 9 พฤษภาคมนี้ และเศรษฐกิจไทยที่เริ่มอ่อนกำลังลง ส่งผลให้ดัชนีหุ้นไทย มีโอกาสจะเผชิญความผันผวนและแรงเทขายทำกำไรออกมาสูง
นายเทิดศักดิ์ ทวีธีระธรรม ผู้ช่วยกรรมการผู้อำนวยการ บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) เอเซีย พลัส จำกัด มหาชน (บมจ.) กล่าวกับ “ฐานเศรษฐกิจ” ว่าทิศทางตลาดหุ้นเดือนพฤษภาคม ขึ้นอยู่กับว่าหลังการรับรองคะแนนเสียงการเลือกตั้ง จะทำให้การจัดตั้งรัฐบาลยากขึ้นหรือง่ายลง แต่สุดท้ายการจัดตั้งรัฐบาลน่าจะดำเนินไปได้ น้ำหนักรองมาคือเศรษฐกิจไทยชะลอ ที่กำลังจับตาว่ามาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจที่ออกมาจะได้ผลมากน้อยแค่ไหน โดยคาดหวังว่าฟันด์โฟลว์ (Fund Flow) จะไหลกลับเข้าตลาดหุ้นไทยแต่ไม่ใช่เดือนนี้
“คาดดัชนีหุ้นไทยจะปรับตัวในกรอบจำกัด กรอบบน 1680-1690 จุด ส่วนกรอบล่างดาวน์ไซด์ไม่น่าจะมาก กรอบ 1650-1660 จุด ทั้งนี้นับตั้งแต่ต้นปีมา ตลาดหุ้นไทยปรับขึ้นมาแล้ว 6.5% ทั้งที่ตลาดหุ้นไทยเป็นประเทศเดียวในภูมิภาค ที่ต่างชาติขายสุทธิ 9,900 ล้านบาท (ตารางประกอบ)”
นายกวี ชูกิจเกษม รองกรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) กสิกรไทยฯ กล่าวว่า ตลาดหุ้นไทย หลังการประกาศคะแนนเสียงอย่างเป็นทางการมีโอกาสจะแกว่งระยะสั้นมากขึ้น ส่วนจะผันผวนยาวหรือไม่ขึ้นกับตัวเลขเศรษฐกิจ หลายค่ายเริ่มปรับประมาณการเศรษฐกิจปีนี้ลง เพราะการบริโภค ท่องเที่ยว ดุลการค้า ส่งออก อยู่ในภาวะอ่อนแอ อีกทั้งเดือนพฤษภาคมเป็นเดือนที่บริษัทต่างชาติในไทยจ่ายปันผล ส่งเงินกลับประเทศ ส่งผลให้เงินไหลออก ประกอบกับกำไรของบริษัทจดทะเบียน (บจ.) ในไตรมาส 2-3 ส่วนใหญ่จะออกมาไม่ดีนัก เนื่องจากเข้าสู่ฤดูฝนการบริโภคก็น้อยลง และยังมีปัจจัยเรื่องการเมือง
“สถิติ 10 ปีที่ผ่านมา เดือนพฤษภาคมจะเป็นเดือนที่ดัชนีหุ้นไทยติดลบมากสุด และเป็นเดือนที่นักลงทุนต่างประเทศขายออกมากสุดเช่นกัน โดยบล.กสิกรไทยฯ ยังคงเป้าหมายดัชนีหุ้นไทย 1750 จุด และจากหุ้นไทยที่ปรับตัวขึ้นไปมากแล้ว ดังนั้นอัพไซด์ค่อนข้างจำกัดแล้ว คนอาจไม่กล้าจะลงทุน”
นายธีรศักดิ์ ธนวรากุล รองผู้อำนวยการ ฝ่ายวิเคราะห์ บล.ซีจีเอส - ซีไอเอ็มบี (ประเทศไทย)ฯ กล่าวว่าตนยังมองว่าตลาดหุ้นหลังวันที่ 9 พฤษภาคม น่าจะเคลื่อนไหวในเชิงบวก เพราะการเมืองได้ถูกปลดล็อก และเชื่อว่ารัฐบาลชุดเดิมน่าจะจัดตั้งรัฐบาลได้ แต่คะแนนเสียงไม่มีเสถียรภาพ
“ไม่ว่าขั้วไหนถ้าจัดตั้งรัฐบาลได้ จะตอบรับต่อตลาดหุ้นในเชิงบวก อาจจะผันผวนปรับลงบ้าง แต่พร้อมจะดีดกลับขึ้น บล.ซีจีเอส-ซีไอเอ็มบีฯ ยังคงเป้าหมายดัชนีหุ้นปีนี้ 1880 จุด หักปัจจัยทางการเมืองแล้ว เรา แนะนำการลงทุนในหุ้นที่รอการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ อย่างหุ้นกลุ่มธนาคาร อาทิหุ้น SCB, KBANK หุ้นกลุ่มสื่อสาร ADVANC และกลุ่มท่องเที่ยว CENTEL ได้ประโยชน์จากมาตรการภาครัฐที่จะเริ่มประกาศใช้ในเดือนพฤษภาคมนี้”
ด้านบล.หยวนต้าฯ ระบุว่า จากสถิติ SET Index ในเดือนพฤษภาคมจะเป็นเดือนที่ตลาดมีโอกาสปรับลงมากกว่าปรับขึ้น แต่สำหรับเดือนพฤษภาคมปีนี้ อาจดีกว่าทุกปีที่ผ่านมา เพราะเป็นรอบการปรับนํ้าหนักดัชนี MSCI ในเดือนนี้และได้คำนวณนับรวมหุ้น NVDR ส่งผลให้กองทุนต่างชาติสามารถลงทุนใน SET Index ได้มากขึ้น เป็นบวกเพิ่มนํ้าหนักดัชนีหุ้นไทยใน MSCI จาก 2.5% เป็น 3.0% โดยเงินที่ไหลเข้าสู่ตลาดหุ้นไทยน่าจะสูงถึง 1.5-2.0 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือประมาณ 4.8-6.4 หมื่นล้านบาท
ประเมินว่าดาวน์ไซด์ของดัชนีหุ้นไทย ค่อนข้างจำกัดบริเวณ 1650 จุด และมีโอกาสที่ดัชนีหุ้นไทยจะทะลุผ่าน 1700 จุดได้ จากแรงหนุนของ MSCI และปัจจัยบวกความคืบหน้าในการเจรจาการค้าระหว่างจีนกับสหรัฐฯ ที่คาดว่าจะบรรลุข้อตกลงในเดือนพฤษภาคมนี้
ทั้งนี้แนะขายทำกำไรในหุ้นที่มีความผันผวนสูง เช่น BEAUTY, CBG, ORI เพื่อลดความเสี่ยง และเข้าซื้อหุ้นกลุ่มที่มีความผันผวนตํ่า ทนต่อแรงเสียดทานของตลาดได้ดี เช่น SPALI, BEM, INTUCH และหุ้นหลักซึ่งอยู่ในดัชนี MSCI ที่ได้ประโยชน์จากกระแสเงินทุนไหลเข้า ได้แก่ SCC, BDMS, INTUCH, CPN, BANPU และ CENTEL
หน้า 17-18 หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 39 ฉบับ 3,466 วันที่ 2-4 พฤษภาคม 2562






