
หนี้ครัวเรือน ตามหลอนศก.ไทย
แม้ว่าธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) จะพยา ยามเข้าไปกำกับดูแลสินเชื่อรายย่อยเพื่อป้องกันปัญหาหนี้ครัวเรือนมาอย่างต่อเนื่อง เห็นได้จากมาตรการดูแลสินเชื่อบัตรเครดิตและสินเชื่อส่วนบุคคลภายใต้กำกับเมื่อปี 2560 ที่ผ่านมา ต่อมาเมื่อวันที่ 1 เมษายน 2562 ธปท.เพิ่งบังคับใช้มาตรการกำกับดูแลการปล่อยสินเชื่อใหม่และสินเชื่อรีไฟแนนซ์สำหรับธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ นอกจากนี้ธปท.ยังอยู่ระหว่างให้คณะทำงานตรวจสอบสินเชื่อเช่าซื้อ หลังจากธปท.มีข้อสังเกตุในการก่อหนี้ของครัวเรือนทีปรับเพิ่มขึ้นว่ามีความผิดปกติหรือไม่ โดยต้องการให้สถาบันการเงินดูแลระดับหนี้ของผู้กู้หรือความสามารถของลูกหนี้เป็นที่ตั้งด้วย จากที่ผ่านมาได้ดูแลลูกค้ารายใหญ่ค่อนข้างดี
อย่างไรก็ตามตัวเลขหนี้ครัวเรือนของไทยยังคงเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องจาก 12.10 ล้านล้านบาทในปี 2560 เป็น 12.82 ล้านล้านบาทในปี 2561 คิดเป็น 78.6% ต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ(จีดีพี) เมื่อพิจารณารายละเอียดหนี้ครัวเรือน พบว่า กลุ่มแรกคือสถาบันการเงิน สหกรณ์ออมทรัพย์ และสถาบันรับฝากเงิน ให้เงินกูุ้บุคคลธรรมดาในปี 2561 จำนวน 11.18 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้นจาก 10.67 ล้านล้านบาทในปี 2560 หรือเพิ่มขึ้น 5.65%
แบ่งเป็นธนาคารพาณิชย์จดทะเบียนในประเทศ(ไม่รวมสาขาในต่างประเทศ) เพิ่มขึ้น 3.56 แสนล้านบาทหรือ 6.95% สถาบันการเงินเฉพาะกิจที่รับฝากเงิน(ธนาคารออมสิน-ธนาคารอาคารสงเคราะห์และธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร) เพิ่มขึ้น 1.53 แสนล้านบาทหรือ 4.39% ,สหกรณ์ออมทรัพย์เพิ่ม 7.89 หมื่นล้านบาทหรือ 4.08% ,และสถาบันรับฝากเงินอื่นๆ(บริษัทเงินทุนและบริษัทเครดิตฟองซิเอร์)โดยมีเงินให้กู้เพิ่มสูงถึง 76.94% วงเงินเพิ่มขึ้น 8,657 ล้านบาท
ส่วนกลุ่มสถาบันการเงินอื่นๆ เงินให้กู้ยืมเพิ่มขึ้นรวม 1.28 แสนล้านบาทหรือ 8.44% ประกอบด้วย บริษัทบัตรเครดิตลีสซิ่ง และสินเชื่อส่วนบุคคลเพิ่มขึ้น 1.11แสนล้านบาท หรือ 9.81% ,บริษัทประกันภัยและประกันชีวิตเพิ่ม 1.14หมื่นล้านบาทหรือ 8.89%, บริษัทหลักทรัพย์เงินให้กู้ยืมปรับลดลง 9,534 ล้านบาทหรือลดลง 13.03% ,ธุรกิจบริหารสินทรัพย์สถาบันการเงินเพิ่มขึ้น 1.10 หมื่นล้านบาทหรือ14.09%,โรงรับจำนำ (สถานธนานุบาลกรุงเทพมหานคร-ภูมิภาค สถานธนานุเคราะห์) เพิ่มขึ้น 1,344 ล้านบาทหรือ 1.72% และสถาบันการเงินอื่นๆ (กองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน, กองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการหรือกบข.)ปรับเพิ่ม 2,941 ล้านบาทหรือ 10.01%
หากดูสัดส่วนหนี้ครัวเรือนตามการคำนวณของธนาคารเพื่อการชำระหนี้ระหว่างประเทศสะท้อนว่าประเทศไทยจะมีสัดส่วนหนี้ครัวเรือนต่อจีดีพีอยู่ที่ระดับ 71.2% ณ ไตรมาสที่ 3 ปี 2559 ถือเป็นสัดส่วนหนี้ครัวเรือนที่สูงเป็นอันดับที่ 3 ของภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก รองจากประเทศออสเตรเลียอยู่ที่ 123% และเกาหลีที่ี่ 91.6% นอกจากนี้กลุ่มวัยทำงาน-วัยเกษียณยังก่อหนี้เฉลี่ยสูง 1.5 แสนบาทต่อราย “หนี้ครัวเรือน” จึงเป็นปัญหาตามหลอนระบบเศรษฐกิจไทย และเป็นความเสี่ยงสำคัญที่คอยกดดันต่ออำนาจซื้อหรือการบริโภคของประชาชน
หน้า 2 ฐานเศรษฐกิจ ฉบับที่ 3,465 วันที่ 28 เมษายน - 1 พฤษภาคม พ.ศ. 2562






