
รับมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ โบรกเชียร์หุ้นERW-MINT-ROBINS
มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจรัฐ หนุนหุ้นกลุ่มค้าปลีก-ท่องเที่ยว-โรงแรม โบรกฯ เชียร์ CPALL ERW AOT CENTEL ROBINS บล.ฟินันเซียฯ คาดกลุ่มท่องเที่ยวฟื้นตัวชัดครึ่งหลัง หลังไตรมาสแรกหดตัว 28%
จากการที่กระทรวงการคลังเตรียมเสนอมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ วงเงิน 2 หมื่นล้านบาท เข้าสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรี (ครม.) ในวันอังคารที่ 30 เมษายน 2562 เบื้องต้นจะเป็นการอัดฉีดเงินเพิ่มให้กับผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ เป็นรายละ 500 บาทในช่วงเดือนพฤษภาคม - มิถุนายนนี้ ( จากเดิมที่ 14.5 ล้านคนจะได้รับ 200 -300 บาทต่อเดือน ) และให้นำเงินค่าใช้จ่ายในการท่องเที่ยวมาลดหย่อนภาษีได้ รวมถึงการขยายเวลายกเว้นค่าธรรมเนียม Visa On Arrival (VOA) แก่นักท่องเที่ยว จากเดิมสิ้นสุด 30 เมษายน 2562 ไปเป็น 31 ตุลาคม 2562 ฯ ล ฯ
ต่อเรื่องนี้บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) ดีบีเอสฯ ระบุว่าการออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจจะส่งผลบวกต่อเศรษฐกิจ เนื่องจากเศรษฐกิจไทยไตรมาส 2 มีแนวโน้มชะลอตัวลง ภาคท่องเที่ยวถูกกระทบจากฝุ่น PM2.5 ในช่วงก่อนหน้า และกำลังเข้าโลว์ซีซัน ขณะที่ส่งออกหดตัวจากปีก่อน จากเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัว
ทั้งนี้วงเงิน 2 หมื่นล้านบาท แม้จะส่งผลบวกโดยตรงต่อการเติบโตของเศรษฐกิจไม่มาก แต่ส่งผลเชิงจิตวิทยา จะกระตุ้นในการจับจ่ายใช้สอย และท่องเที่ยวให้ดีขึ้น คาดว่ามาตรการเพิ่มเติมดังกล่าวจะช่วยพยุงให้เศรษฐกิจไทยปีนี้เติบโตไม่ตํ่ากว่า 3.5% จากปัจจุบันที่คาดการณ์ไว้ที่ 3.5-3.8%
กลุ่มอุตสาหกรรมที่คาดว่าจะได้ประโยชน์จากมาตรการรอบนี้คือ ค้าปลีก อาหาร และท่องเที่ยว โดยหุ้นที่คาดจะได้ประโยชน์มากคือ บริษัท ซีพีออลล์ จำกัด (มหาชน) (CPALL) (ให้ราคาพื้นฐาน 81 บาท), บมจ. ท่าอากาศยานไทย (AOT) (ให้ราคาพื้นฐาน 75 บาท) ได้ประโยชน์จากการท่องเที่ยวเมืองรองที่จะมากขึ้น และนักท่องเที่ยวนิยมเดินทางด้วยเครื่องบินมากขึ้น และ บมจ. ดิ เอราวัณ กรุ๊ป (ERW) (ให้ราคาพื้นฐาน 9 บาท) จากรายได้ 90% ของธุรกิจโรงแรมอยู่ในไทย
ฝ่ายวิจัย บล.เอเซียพลัสฯ (ASP) ระบุว่ามาตรการดังกล่าว ส่งผลดีต่อหุ้นในกลุ่มค้าปลีก บมจ.โรบินสัน (ROBINS) (ราคาเป้าหมาย 70 บาท ), บมจ. เบอร์ลี่ ยุคเกอร์ (BJC ) (ราคาเป้าหมาย 61 บาท) เลือก ROBINS เป็น Top Pick ขณะที่ท่องเที่ยว-โรงแรม เลือก ERW (ราคาเป้าหมาย 9 บาท) ได้ประโยชน์มากสุด เนื่องจากมีรายได้จากโรงแรมไทยสัดส่วน 94%, บมจ.ไมเนอร์ อินเตอร์เนชั่นแนล (MINT) (ราคาเป้าหมาย 47 บาท) โดยรายได้ MINT มาจากโรงแรมไทยราว 20% และ บมจ. โรงแรมเซ็นทรัลพลาซา (CENTEL) (ราคาเป้าหมาย 52 บาท) มีรายได้จากโรงแรมไทยราว 36% อีก 8% มาจากโรงแรมในมัลดีฟส์ และอีก 56% เป็นรายได้ในธุรกิจร้านอาหาร
นายวีระวัฒน์ วิโรจน์โภคา ผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.ฟินันเซีย ไซรัสฯ คาดการณ์กำไรปกติไตรมาส 1/62 ของกลุ่มท่องเที่ยวภายใต้ Coverage ของบริษัท (MINT,CENTEL, ERW) จะอยู่ที่ 2,074 ล้านบาท ลดลง 25.8% (QoQ) และลดลง 28.2% (YoY) เนื่องจากฐานที่สูงในไตรมาส 1/2561 และจำนวนนักท่องเที่ยวปัจจุบันยังไม่กลับสู่ระดับปกติ
อย่างไรก็ตามเชื่อว่าผลการดำเนินงานของกลุ่มอยู่ในจุดตํ่าแล้วและจะฟื้นตัวชัดเจนในช่วงครึ่งหลังปีนี้ โดยบล.ฟินันเซียฯ ยังคงประมาณการกำไรปกติปี 2562 เติบโต 13.6% (YOY) โดย Top Pick เปลี่ยนเป็น MINT จากกำไรไตรมาส 2/62 ที่จะเห็นการเติบโตของกำไรเร็วกว่าคู่แข่ง
หน้า 17-18 หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 39 ฉบับที่ 3,465 วันที่ 28 เมษายน-1 พฤษภาคม 2562






