
"MITSIB" ระดมทุนแตกไลน์ธุรกิจ เป้า 3 ปี "ผู้นำเช่าซื้อแท็กซี่"
เมื่อเร็ว ๆ นี้ สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (สำนักงาน ก.ล.ต.) ได้นับหนึ่งแบบคำขออนุญาตเสนอขายหลักทรัพย์ บริษัท มิตรสิบ ลิสซิ่ง จำกัด (มหาชน) (บมจ.) หรือ MITSIB ที่เตรียมจะนำหุ้นเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ (mai) โดยจะระดมทุนด้วยการเสนอขายหุ้น
สามัญให้แก่ประชาชน (IPO) จำนวน 167 ล้านหุ้น คิดเป็น 25.04% ของจำนวนหุ้นสามัญที่ออกและเรียกชำระแล้ว จากปัจจุบัน ที่บริษัทมีทุนจดทะเบียน 333 ล้านบาท ชำระแล้ว 250 ล้านบาท มี บมจ.บริษัทหลักทรัพย์ คันทรี่ กรุ๊ป เป็นที่ปรึกษาทางการเงิน (FA)
⇲ นิติพัทญ์ ยงค์สงวนชัย
นายนิติพัทญ์ ยงค์สงวนชัย ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ.มิตรสิบ ลิสซิ่ง (MITSIB) ผู้ดำเนินธุรกิจจำหน่ายและให้บริการสินเชื่อเช่าซื้อรถแท็กซี่และรถโดยสารสาธารณะ กล่าวกับ "ฐานเศรษฐกิจ" ว่า หุ้น MITSIB จะเข้าเทรดในตลาด MAI กลางปีนี้ โดยเงินที่ระดมทุนสัดส่วน 60% จะใช้คืนหนี้ธนาคารพาณิชย์ 350 ล้านบาท จากเงินกู้สถาบันการเงินที่มี 800 ล้านบาท บริษัทมีภาระดอกเบี้ยเงินกู้ปีละ 31 ล้านบาท หากใช้คืนหนี้ 350 ล้านบาท จะช่วยลดภาระดอกเบี้ยจ่ายในปี 2562 ลง 1 ใน 3 หรือประมาณ 30% ส่งผลให้หนี้สินต่อทุน (D/E) หลังระดมทุนจะตํ่ากว่า 1 เท่า จากปัจจุบันอยู่ที่ 2.75 เท่า
ส่วนอีก 40% เป็นเงินเพื่อลงทุนและแตกไลน์ธุรกิจ โดย 100 ล้านบาท เป็นการลงทุน
เพื่อขยายสินเชื่อเช่าซื้อรถแท็กซี่และรถสาธารณะ และลงทุนด้านบุคลากรในส่วนของธุรกิจประกันภัย ที่บริษัทเพิ่งได้รับใบอนุญาตโบรกเกอร์ประกันวินาศภัยปีที่แล้ว การขยายสาขาเพิ่มเป็น 10 สาขา จากปัจจุบันที่มี 4 สาขา พร้อมเตรียมวงเงิน 50-70 ล้านบาท รองรับธุรกิจใหม่ที่จะเกิดขึ้นในช่วงครึ่งหลัง คือ สินเชื่อบุคคล สินเชื่อจำนำเล่มทะเบียนรถ และพิโกไฟแนนซ์ บริษัทจะยื่นขอใบอนุญาตจากธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ในกลางปีนี้
แผนธุรกิจปีนี้ บริษัทตั้งเป้าเติบโตในส่วนของธุรกิจเดิมเพิ่มขึ้นประมาณ 30-35% จากพอร์ตสินเชื่อเช่าซื้อรถแท็กซี่และรถโดยสารสาธารณะ ณ สิ้นปี 2561 ที่มีราว 3,000 ล้านบาท หรือประมาณ 800-900 สัญญา โดยหลังจากไอพีโอเงินที่เข้ามาจะเข้ามาช่วยเพิ่มพูนในส่วนธุรกิจใหม่ ส่งผลให้โครงสร้างรายได้บริษัทปีนี้จะมาจากธุรกิจเดิมประมาณ 90% และอีก 10% เป็นธุรกิจใหม่ (สินเชื่อภายใต้การ
กำกับของ ธปท. และธุรกิจประกันภัย) และในปี 2563 คาดรายได้จากธุรกิจใหม่จะเพิ่มเป็น 20-25% ส่วนธุรกิจเดิมสัดส่วนจะเป็น 75-80%
"มั่นใจว่า ทิศทางเศรษฐกิจปีนี้จะดีกว่าปีที่แล้ว หลังการเลือกตั้งได้รัฐบาลที่ชัดเจน นักลงทุนให้ความเชื่อมั่น ผลประกอบการปี 2561 บริษัทมีรายได้รวม 491 ล้านบาท เทียบจากปีก่อนหน้า ที่มีรายได้รวม 444 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 10.6% มีกำไรสุทธิอยู่ที่ 60 ล้านบาท มาจากรายได้จากการขายสินค้า 299 ล้านบาท คิดเป็น 62.40% ของรายได้รวม รายได้จากดอกเบี้ยเช่าซื้อ 175 ล้านบาท สัดส่วน 36.5% และรายได้จากการให้บริการและค่าธรรมเนียม 5.3 ล้านบาท อีก 1.1%"
นายนิติพัทญ์ กล่าวถึงแผน 3 ปี (ปี 2562-2565) บริษัทตั้งเป้าพอร์ตสินเชื่อเช่าซื้อในปี 2565 จะมีประมาณ 5,000 สัญญา และจะรักษาในระดับนี้ ซึ่งจะทำให้บริษัทมีส่วนแบ่งตลาดสินเชื่อเช่าซื้อรถแท็กซี่และรถโดยสารมาเป็นอันดับ 1 จากปัจจุบันที่อยู่อันดับ 2-3 ของอุตสาหกรรม โดยโครงสร้างรายได้จะมาจากธุรกิจเดิมและธุรกิจใหม่สัดส่วน 50% และอีก 50% เป็นธุรกิจใหม่ เพื่อกระจายความเสี่ยง และจะขยายสาขาเพิ่มเป็น 300 แห่ง จากสิ้นปีนี้ที่มี 10 แห่ง โดยจะรุกขยายสาขาในปีหน้า
"สินเชื่อภายใต้กำกับของ ธปท. และธุรกิจประกัน โดยธุรกิจประกันภัยปัจจุบัน 80% ยังเป็นการให้บริการกับลูกค้าเดิม และอีก 20% เป็นลูกค้าภายนอก และการที่เรามีใบอนุญาตโบรกเกอร์ ทำให้เรามีโอกาสสร้างรายได้จากมาร์จิน (ค่าคอมมิสชัน) ได้ถึง 18% จากที่เป็นนายหน้าอยู่ 12%
นอกจากนี้ บริษัทกำลังพิจารณาว่า พิโกไฟแนนซ์ที่ทำจะทำในระดับจังหวัด หรือ ระดับประเทศ ถ้าเป็นระดับประเทศต้องมีทุนจดทะเบียน 50 ล้านบาท ส่วนระดับจังหวัดทุนจดทะเบียนอยู่ที่ 5 ล้านบาท โดยคณะกรรมการบริษัทจะพิจารณาหลังไอพีโอแล้ว"
หน้า 17-18 หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 39 ฉบับที่ 3,460 วันที่ 11-13 เมษายน 2562






