
ASP ให้กรอบดัชนีหุ้นไทย 1705-1811 จุด ขึ้นกับเสถียรภาพการเมือง
บล.เอเซีย พลัส ชี้ตลาดหุ้นไทยไตรมาส 2 ขึ้นกับน้ำหนักการเมืองเป็นหลัก ให้ SET Index เป้าหมายปี 62 ที่ 1705-1811 จุด ขึ้นกับเสถียรภาพรัฐบาลใหม่ เชื่อฟันด์โฟลว์ไหลเข้าหลังฟอร์มทีมจัดตั้งแล้ว
ขณะที่กระแสทุนต่างประเทศ ( Fund Flow ) การจะไหลออกจะจำกัด เพราะนับตั้งแต่กลางปี 2556 ถึงปัจจุบัน ต่างชาติขายหุ้นไทยสุทธิแล้วกว่า 6 แสนล้านบาท ทำให้สัดส่วนการถือครองหุ้นไทยของนักลงทุนต่างชาติจากที่เคยอยู่ระดับกว่า 30% มา ณ เดือนกุมภาพันธ์ 2562 อยู่ที่ 22.66% ของมูลค่าตลาด (ไม่รวม NVDR ) ถือเป็นการลดลงอย่างรุนแรง ดังนั้นฟันด์โฟลว์มีความเป็นไปได้สูงที่จะมีการไหลกลับมาพักที่ตลาดตราสารหนี้ก่อน และจะไหลมาที่ตลาดหุ้น หลังจากที่เห็นรัฐบาลใหม่ชัดเจน โดยสัดส่วนต่างชาติที่ถือหุ้นไทยปีนี้น่าจะกลับมาเพิ่มเป็น 25 % ได้
ประกอบกับธนาคารกลางสหรัฐ หรือเฟดส่งสัญญาณว่าปีนี้จะไม่ขึ้นดอกเบี้ย กดดันให้พันธบัตร (bond yield ) 10 ปีสหรัฐฯปรับลงแรงมาอยู่ 2.4% ต่ำสุดในรอบ 14 เดือนและต่ำกว่าบอนด์ยีลด์ 10ปีของไทยที่ 2.58% โดยส่วนต่างที่ติดลบ ถือเป็นเกาะป้องกันฟันด์โฟลว์ไหลออกจากไทย และด้วยผลตอบแทนจากตราสารหนี้ที่อยู่ระดับต่ำ จึงน่าจะดึงเม็ดเงินกลับมาลงทุนในตลาดหุ้นมากขึ้น"
ผู้ช่วยกรรมการผู้อำนวยการ สายงานวิจัย บล.เอเซีย พลัส กล่าวว่า ASPS คาด GDP Growth ปี 2562 เติบโต 3.4% ปัจจัยขับเคลื่อนหลักมาจากในประเทศ คือ การบริโภคครัวเรือนและการลงทุนจากการสานต่อและเดินหน้ากระตุ้นของรัฐบาลชุดใหม่ อย่างไรก็ตาม กำไรสุทธิตลาดปี 2562 ASPS ได้ปรับลดประมาณการลง เพื่อสะท้อนผลกระทบจากการที่บจ.ต้องตั้งสำรองรายการผลประโยชน์พนักงานตามพ.ร.บ. แรงงานฉบับแก้ไขรวมถึงการปรับสมมุติฐานอัตราแลกเปลี่ยน จากเดิมกำหนดที่ 33 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ มาเป็น 32 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ
โดยภายหลังการปรับปรุง คาดกำไรสุทธิตลาดรวมที่ราว 1.06 ล้านล้านบาท คิดเป็นกำไรสุทธิต่อหุ้น(EPS) ที่ 106.58 บาทต่อหุ้น แต่ด้วยฐานกำไรที่ต่ำกว่าปกติในงวดปี 2561 ทำให้ EPS Growth ของตลาดหุ้นไทย ยังเติบโตได้ถึง 9% ใกล้เคียงกับตลาดหุ้นเพื่อนบ้าน โดยหากคงระดับ PER เป้าหมายที่ 16 เท่า จะให้ SET Index เป้าหมายปี 2562 อยู่ที่ 1705 จุด มีอัพไซด์จำกัด ราว 4.4%
ทั้งนี้คาดการณ์ SET Index เป้าหมาย ยังขึ้นกับเสถียรภาพรัฐบาล ในกรณี best –case scenario รัฐบาลมีเสถียรภาพ ได้มากกว่า 300 ที่นั่ง ดัชนีหุ้นไทยมีโอกาสปรับขึ้น 1,811 จุด อิง PER ที่ 16 เท่า ส่วนกรณี worst-case scenario คือการเมืองไม่สามารถผ่านจากรัฐบาลทหาร ไปสู่รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งได้ คาดดัชนีหุ้นไทย อาจปรับลงอยู่ที่ 1,598 จุด หรืออิง PER 15 เท่าแต่เชื่อว่ามีโอกาสน้อย ส่วนกรณี กรณี base case scenario คือได้ที่นั่งรวมกันเกินครึ่งไม่มากนัก ดัชนีหุ้นไทยมีโอกาสปรับระดับ 1705 จุด






