
ALL ระดมทุนในMAI สู่เป้าท็อปเทนอสังหาฯ
สัมภาษณ์
บริษัทออลล์ อินสไปร์ ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด (มหาชน) (บมจ.) หรือ “ALL” ตั้งขึ้นเมื่อปี 2556 ด้วยทุนจดทะเบียนเริ่มแรกจำนวน 2 ล้านบาท เปิดขายโครงการแรก “The Excel Bearing” เมื่อปี 2557 เป็นคอนโดมิเนียมโลว์ไรส์สูง 8 ชั้น จำนวน60 ยูนิต ตั้งอยู่บนถนนสุขุมวิท ในซอยลาซาล 11 บางนา กรุงเทพฯ ซึ่งได้รับการตอบรับจากลูกค้าเป็นอย่างดี จนถึงปัจจุบันบริษัทได้พัฒนาเปิดโครงการมาแล้วจำนวน 17 โครงการ มูลค่าร่วม 1.8 หมื่นล้านบาท ไม่รวมโครงการที่จะเปิดใหม่
นายธนากร ธนวริทธิ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ALLให้สัมภาษณ์พิเศษ “ฐานเศรษฐกิจ” ว่าธุรกิจของบริษัทในปีนี้ ยังโฟกัสตลาดแนวราบในระดับราคาไม่เกิน 2-5 ล้านบาท ซึ่งเป็นตลาดที่มีความต้องการที่อยู่อาศัยจริงๆ ส่วนคอนโดมิเนียมยังต้องพึ่งตลาดต่างประเทศเพราะลูกค้ากลุ่มนี้ส่วนใหญ่จะซื้อเงินสด ส่วนในพาร์ตคนไทยยังมุ่งเน้นแหล่งของคนทำงานและที่มองมาตลอดคือพื้นที่ในรัศมีแนวระบบขนส่งมวลชนระบบรางของกรุงเทพฯ โดยเฉพาะรถไฟฟ้า BTS สายสีเขียว และรถไฟฟ้าใต้ดิน MRT สายสีนํ้าเงิน
ธนากร ธนวริทธิ์
สำหรับแผนลงทุนปีนี้ บริษัทจะเปิดตัวโครงการอสังหา ริมทรัพย์ใหม่ 6 โครงการ โดยจะเปิดขายภายในปี 2562 มูลค่าโครงการรวม 15,350 ล้านบาท ประกอบด้วยโครงการคอนโดมิเนียมแบบโลว์ไรส์สูงไม่เกิน8 ชั้น จำนวน 3 โครงการ มูลค่ารวม 3,650 ล้านบาท ตั้งอยู่บนถนนลาดพร้าว 62, ห้วยขวาง-รัชดาและซอยลาซาล 83 และเป็นคอนโดมิเนียมแบบไฮไรส์อีก 3 โครงการ มูลค่ารวม 11,700 ล้านบาท บนถนนเอกมัย 63, ทองหล่อ 12 และทองหล่อ 16
แหล่งเงินลงทุนหลัก จะมาจากการระดมทุนในตลาดเอ็มเอไอ (MAI) ซึ่งมีบริษัทหลักทรัพย์ (บล.) เอเซีย พลัสฯ เป็นที่ปรึกษาทางการเงิน โดยจะเสนอขายหุ้นสามัญให้แก่ประชาชนเป็นครั้งแรก (IPO) จำนวน 150 ล้านหุ้น มูลค่าที่ตราไว้ (พาร์) 1 บาท คิดเป็น 26.79% ของจำนวนหุ้นสามัญที่ออกและเรียกชำระ แล้วทั้งหมด จากปัจจุบันที่บริษัทมีทุนจดทะเบียน 560 ล้านบาท โดยมีทุนที่ออกและชำระเต็มมูลค่าแล้วจำนวน 410 ล้านบาท หรือคิดเป็น 410 ล้านหุ้น
“การระดมทุน นอกจากเป็นแหล่งเงินทุนในการพัฒนาโครงการคอนโดมิเนียมแล้วยังเพื่อใช้ชำระคืนเงินกู้สถาบันการเงิน ลดต้นทุนทางการเงินจากปัจจุบันที่เฉลี่ยยังสูงถึง 6% โดยบริษัทตั้งเป้าเติบโตยอดขายปีนี้ที่ 10% จากปีที่แล้ว และจากการเข้าถึงแหล่งเงินทุนจะทำให้บริษัทสามารถพัฒนาโครงการอสังหาริมทรัพย์ใหม่ๆ ในอนาคตได้ตลอด และบรรลุสู่เป้าหมายการเป็นผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์ชั้นนำ ที่บริษัทวางวิสัยทัศน์ไว้ว่าต้องติด 1 ใน 10 ของประเทศไทยในอีก 5 ปีข้างหน้า”
ทั้งนี้โครงสร้างรายได้บริษัทมาจาก 4 ธุรกิจ ได้แก่ 1. ธุรกิจพัฒนาอสังหาริมทรัพย์เพื่ออยู่อาศัย คิดเป็นสัดส่วนรายได้ 88% ทั้งเป็นแนวราบ (โลว์ไรส์) ได้แก่ทาวน์โฮมภายใต้แบรนด์ เดอะ วิชั่น และแนวสูง (ไฮไรส์) ภายใต้แบรนด์ ดิ เอ็กเซล, ไรส์ และ อิมเพรสชั่น 2. ธุรกิจให้บริการเป็นตัวแทนและนายหน้าในการขายอสังหาริมทรัพย์สำหรับตลาดต่างประเทศ ดำเนินงานภายใต้ บริษัท ไทย ดี เรียลเอสเตท จำกัด (Thai D)
3. ธุรกิจลงทุนและซื้อขายอสังหาริมทรัพย์ที่สร้างแล้วเสร็จภายใต้ชื่อ “Rise Venture” ดำเนินงานภายใต้บริษัท ไรส์ เอสเตท จำกัด (RISE) และ 4. ธุรกิจให้บริการบริหารจัดการนิติบุคคลอาคารชุด ดำเนินงานภายใต้บริษัท ออลล์ พร็อพเพอร์ตี้ เซอร์วิส จำกัด (ALL Prop)
นอกจากนี้ “ALL” ยังได้ลงทุนในกิจการร่วมค้า 2 บริษัท คือ บริษัท ออลล์ อินสไปร์-ฮูซิเออร์ สุขุมวิท 50 จำกัด (ALL Hoosiers) พัฒนาคอนโดฯ โลว์ไรส์ The Excel Hideaway Sukhumvit 50 และ บริษัทเอเอชเจ เอกมัย จำกัด (AHJ Ekkamai) พัฒนาคอนโดฯไฮไรส์ The Impression Ekkamai
ผลประกอบการ 3 ปีย้อนหลัง (ปี 2558-2560) และงวด 9 เดือนแรกปี 2561 บริษัทมีรายได้รวม 109.14 ล้านบาท, 419.69 ล้านบาท 714.50 ล้านบาท และ 1,626.77 ล้านบาทตามลำดับ และมีกำไรสุทธิ 3.55 ล้านบาท, 11.03 ล้านบาท, 80.80 ล้านบาท และ 212.73 ล้านบาท ตามลำดับ โดยเติบโตหลายเท่าตัว
หน้า 17-18 หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 39 ฉบับที่ 3,450 วันที่ 7-9 มีนาคม 2562






