
'นิยต' สานภารกิจซื้อหนี้ ลั่น 5 ปี รักษาสินทรัพย์ 4 หมื่นล้าน
ด้วยประสบการณ์กว่า 14 ปี ในฐานะผู้บริหารของ บริษัทบริหารสินทรัพย์ สุขุมวิท จำกัด (บสส.) หรือ SAM รัฐวิสาหกิจที่มีบทบาทในการช่วยแก้ไขหนี้ด้อยคุณภาพในระบบเศรษฐกิจของประเทศ องค์กรที่มีพันธกิจในการช่วยเหลือลูกหนี้ที่ดีให้พ้นสภาพการเป็นหนี้และสามารถกลับมาดำเนินธุรกิจได้ดั่งเดิม วันนี้ นายนิยต มาศะวิสุทธิ์ ได้ก้าวขึ้นมาในตำแหน่ง "ผู้บริหารสูงสุด" หรือ "กรรมการผู้จัดการ" จึงมีความพร้อมที่เดินหน้าบริหารสินทรัพย์ที่มีอยู่กว่า 3 แสนล้านบาท เป็นอันดับ 2 ของธุรกิจบริหารรับซื้อหนี้ รองจาก บริษัทบริหารสินทรัพย์ กรุงเทพพาณิชย์ จำกัด หรือ บสก. (BAM) ด้วยความรวดเร็วต่อเนื่องได้
นายนิยต เล่าวิสัยทัศน์และภารกิจหลังจากนี้ให้ "ฐานเศรษฐกิจ" ฟัง ว่า ภารกิจจากนี้จะมองการดำเนินธุรกิจในระยะยาวของ SAM มากกว่าเป้าระยะสั้น ๆ เพื่อให้เกิดความยั่งยืนขององค์กร โดยเป้าหมายระยะยาวภายใน 5 ปี ต้องการให้ "SAM" เป็นองค์กรที่คนทั่วไปรู้จัก และรู้ว่า SAM เป็นองค์กรที่ให้โอกาสคนแก้ปัญหาหนี้และคนที่ต้องการมองหาสินทรัพย์ โดยเฉพาะเอ็นพีเอบ้านมือ 2 ต้องนึกถึง SAM ภายใต้การปรับปรุงและพัฒนาเทคโนโลยี เพื่อให้ลูกค้าได้รับความสะดวกยิ่งขึ้น จึงถือว่าเป็นไปตามแผนที่วางไว้
สำหรับเป้าหมายในระยะ 5 ปี นอกจากตัวเลขสินทรัพย์ที่ปรับเพิ่มขึ้นแล้ว บริษัทต้องการเห็นตัวเลขสินทรัพย์ตามงบการเงินสุทธิจะต้องไม่ตํ่ากว่า 4 หมื่นล้านบาท เพราะมองว่าเป็นตัวเลขที่สะท้อนถึงความแข็งแกร่งของ SAM เนื่องจากในทุกปี หากไม่รับซื้อหนี้มาบริหาร จะทำให้งบการเงินบริษัทลดลงต่อเนื่อง แต่หากสามารถรักษาสินทรัพย์สุทธิตามงบการเงินให้อยู่ในระดับ 4 หมื่นล้านบาท ถือเป็นเรื่องที่น่าพอใจ และจะสร้างการเติบโตให้ SAM ได้ยั่งยืน ปัจจุบัน งบการเงินมีอยู่ราว 3-4 หมื่นล้านบาท ขณะเดียวกันยังต้องการเห็นโครงการ "คลินิกแก้หนี้" ประสบความสำเร็จ ทั้งในแง่การช่วยเหลือลูกหนี้ให้สามารถแก้หนี้และกลับเข้าสู่ระบบได้ รวมถึงความสำเร็จในด้านการให้ความรู้ทางการเงิน
โดยเป้าหมายความสำเร็จอย่างเห็นตัวเลขลูกหนี้เติบโตเป็น 2 เท่า หลังจากขยายขอบเขตการเข้าถึงของลูกหนี้ในส่วนของลูกหนี้สถาบันการเงินที่ไม่ใช่ธนาคารพาณิชย์ (Non Bank) ให้สามารถเข้าร่วมโครงการได้ เพราะปัจจุบัน ลูกหนี้ส่วนใหญ่ 30-40% เป็นลูกหนี้ Non Bank ซึ่งหลังจากขยายขอบเขตไปสู่ Non Bank และปรับเงื่อนไขให้ลูกหนี้ที่เป็นหนี้ตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค. 2562 เข้าโครงการได้ เชื่อว่าจะมีลูกค้าเข้าโครงการเพิ่มขึ้น 30%
ปัจจุบัน มีลูกค้าเข้าโครงการคลินิกแก้หนี้และอยู่ระหว่างผ่อนชำระกว่า 1,000 ราย จากผู้สมัครเข้าโครงการทั้งสิ้น 9,800 ราย โดยมีภาระหนี้รวมอยู่ที่ 270 ล้านบาท เฉลี่ยมีหนี้มูลค่า 2-3 แสนบาท ผ่อนชำระเฉลี่ย 6 ปี จากกำหนดผ่อนชำระได้ยาว 10 ปี ขณะที่ ลูกหนี้ที่ไม่ผ่านคุณสมบัติมีเพียง 10% หรือประมาณ 100 รายเท่านั้น เนื่องจากโดนสถาบันการเงินอื่นฟ้อง หรือ โดนอายัดเงิน เป็นต้น
นอกจากนั้นจะนำเทคโนโลยีเข้ามาใช้ในการทำธุรกิจมากขึ้น ทั้งในแง่ลูกค้าและระบบภายในของบริษัท เช่น ระบบ AR หรือ Augmented Reality ซึ่งจะช่วยสร้างภาพจำลองสินทรัพย์รอการขายให้ลูกค้าเห็นก่อนตัดสินใจ หรือ ระบบ BI จะนำมาช่วยวิเคราะห์ข้อมูล ทำสมมติฐานในการเข้าไปรับซื้อทรัพย์และผลตอบแทนจากการซื้อทรัพย์ รวมถึงระบบการติดต่อสื่อสารกับลูกค้าให้มีความสะดวกรวดเร็ว และสามารถติดต่อได้ตลอด 24 ชั่วโมง เช่น Chatbot หรือ ระบบตอบโต้ในอินบ็อกซ์ข้อความในไลน์ โดยได้ใช้งบในการลงทุนระบบเทคโนโลยีและไอทีรวมกว่า 10 ล้านบาท ซึ่งจะเน้นยกระดับเรื่องความปลอดภัยทางไซเบอร์ หรือ Cyber Security ด้วย
"สิ่งที่อยากเห็นหลังจากนี้ คือ SAM เป็นองค์กรที่ทุกคนรู้จัก หากต้องการบ้านมือสองก็ต้องนึกถึงเรา ขณะเดียวกันต้องทำให้งบการเงินแข็งแกร่ง เน้นช่วยลูกค้าแก้ปัญหา และให้ลูกค้าเข้าสู่ระบบการเงินและมีกระแสเงินสดหลังจากเข้าโครงการคลินิกแก้หนี้ รวมถึงสามารถทำตามเป้าสำเร็จในแต่ละปี ทั้งการรับบริหารสินทรัพย์ ซื้อหนี้ และขายทรัพย์"
หน้า 19-20 หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 39 ฉบับที่ 3,449 วันที่ 3 - 6 มีนาคม พ.ศ. 2562






