
‘พลังงาน-โรงกลั่น’ฉุด กำไรบจ.ปี61 โตไม่เกิน8%
คาดกำไรบจ.ปี 2561 โตเฉลี่ยน้อยกว่าปี 60 โบรกฯชี้กลุ่มพลังงาน-โรงกลั่นขาดทุน-กลุ่มสื่อสารตัวฉุดไตรมาส 4/2561 จ่อปรับประมาณการส่วนไตรมาสแรกปีนี้ได้แรงหนุน กลุ่มค้าปลีก กลุ่มอสังหาฯ จากการเร่งโอนจากมาตรการ LTV กลุ่มท่องเที่ยว
จากสถานการณ์ต่างๆ ในปี 2561 ที่ผ่านมา โดยในช่วงปลายปีมีหลายประเด็นที่ค่อนข้างมีผลกระทบต่อเศรษฐกิจ และการประกอบธุรกิจ ทำให้เกิดความกังวลว่าจะมีผลต่อความสามารถในการทำกำไรของบริษัทจดทะเบียน (บจ.) ในไตรมาส 4/2561 อาจไม่เป็นไปตามที่คาดการณ์
นายพบชัย ภัทราวิชญ์ ผู้ช่วยผู้อำนวยการ สายงานวิจัย บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) เอเซีย พลัส จำกัด (มหาชน) หรือ ASP เปิดเผยว่า ขณะนี้มี บจ.ที่ได้ทยอยแจ้งผลการดำเนินงานไตรมาส 4 ปี 2561 แล้วประมาณ 100 บริษัท คิดเป็น 40% ของมาร์เก็ตแคป มีกำไรสุทธิรวมกันประมาณ 80,000 ล้านบาท ซึ่งหากเทียบบริษัทต่อบริษัทเฉพาะที่ประกาศผลการดำเนินงานพบว่า ยังมีการชะลอตัว เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า (QoQ) และเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน (YoY)
ทั้งนี้ บล.เอเซียพลัสฯ ประมาณการกำไรสุทธิปี 2561 อยู่ที่ 1.07 ล้านล้านบาทหรือโตประมาณ 8% (เทียบปี 60 กำไรสุทธิของบจ.ใน ตลท.และ MAI รวมอยู่ที่ 9.87 แสนล้านบาท เติบโตจากปี 59 ประมาณ 8.9%) ส่วนไตรมาส 4 ประมาณการกำไรสุทธิที่ 2.5-2.6 แสนล้านบาท ซึ่งต้องรอดูอีก 60% ที่จะแจ้งผลการดำเนินงานในสิ้นเดือนกุมภาพันธ์นี้ ว่าจะออกมาดีหรือไม่
สาเหตุหลักมาจากกลุ่มปิโตรเคมีและโรงกลั่น ที่มีผลขาดทุนสุทธิจากสินค้าคงเหลือ (Stock loss) อย่าง บริษัท ไทยออยล์ จำกัด (มหาชน) (บมจ.)(TOP) ขาดทุนสุทธิ 4,000 ล้านบาท และบมจ.ไออาร์พีซี (IRPC) ขาดทุนสุทธิิ 1,600 ล้านบาท นอกจากนี้ ในหุ้นกลุ่มอื่นๆ ที่มีผลขาดทุนสุทธิเช่นกัน อย่างกลุ่มสื่อสาร คือ บมจ.โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น (DTAC) ขาดทุนสุทธิ 5,000 ล้านบาท และบมจ.ไทยคม (THCOM) ขาดทุนสุทธิ 2,000 ล้านบาท ซึ่งตรงข้ามกับช่วงเดียวกันของปีก่อนและไตรมาสก่อนหน้าที่มีผลกำไรสุทธิ
“อาจจะต้องลุ้นในช่วงที่เหลือ เพราะงวด 9 เดือน ปี 2561 ทำกำไรสุทธิได้แค่ 8.15 แสนล้านบาท เหลืออีกประมาณ 2.5-2.6 แสนล้านบาท ถึงจะเป็นไปตามเป้า แต่ปัจจุบันทำได้เพียง 80,000 ล้านบาท ขณะที่แนวโน้มของไตรมาสแรกปีนี้ คาดว่าจะปรับตัวดีขึ้น เช่น กลุ่มค้าปลีก ที่ยังเป็นไฮซีซันต่อเนื่อง กลุ่มอสังหาริมทรัพย์ที่ผลการดำเนินงานจะดีกว่าไตรมาส 4 รวมถึงมีการเร่งโอนก่อนมาตรการควบคุมสินเชื่อบ้าน (LTV) และกลุ่มพลังงานที่ไม่มี Stock loss ส่วนกลุ่มท่องเที่ยว โรงแรม และโลจิสติกส์ ยังถือเป็นไตรมาสที่ดีอยู่”
นายสุทธิชัย คุ้มวรชัย ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.เมย์แบงก์ กิมเอ็ง (ประเทศไทย)ฯ กล่าวว่า หลังการประกาศผลการดำเนินงานของ บจ.ในไตรมาส 1 ปี 2562 ออกมา บริษัทจะมีการปรับประมาณการกำไรสุทธิกลุ่มพลังงานและปิโตรเคมี เนื่องจากหุ้นกลุ่มนี้ค่อนข้างเหวี่ยงมาก และไตรมาส 4 ปี 2561 กลุ่มธุรกิจโรงกลั่นมีผลขาดทุนสุทธิ จาก Stock loss จำนวนมาก จากค่าการกลั่นที่อยู่ในระดับตํ่า รวมถึงราคานํ้ามันดิบที่ยังมีความผันผวนขึ้นลง ซึ่งขณะนี้ยังไม่สามารถประเมินได้ ต้องรอดูสถานการณ์อย่างต่อเนื่อง
ทั้งนี้ บล.ไทยพาณิชย์ฯ ได้ประมาณการการเติบโตกำไรปกติ (Core Profit ) ของบจ. รายกลุ่ม จากทั้ง 17 กลุ่ม จำนวน 93 บริษัท คิดเป็นสัดส่วน 73% ของมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาด (มาร์เก็ตแคป) คาดว่ากำไรปกติของบจ.ในปี 2561 จะเติบโต 1.6% ตํ่ากว่าค่าเฉลี่ยของปี 2560 ที่อยู่ที่ 12.4% และคาดว่าปี 2562 จะเติบโต 12.4% ส่วนกำไรสุทธิของบจ.ปี 2561 คาดว่าจะเติบโตที่ 4.4% ตํ่ากว่าค่าเฉลี่ยปีก่อนที่ 9.5% และคาดว่าปีนี้จะเติบโตที่ 9.6% (ตารางประกอบ)
หน้า 17-18 หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 39 ฉบับ 3,446 วันที่ 21-23 กุมภาพันธ์ 2562
จากสถานการณ์ต่างๆ ในปี 2561 ที่ผ่านมา โดยในช่วงปลายปีมีหลายประเด็นที่ค่อนข้างมีผลกระทบต่อเศรษฐกิจ และการประกอบธุรกิจ ทำให้เกิดความกังวลว่าจะมีผลต่อความสามารถในการทำกำไรของบริษัทจดทะเบียน (บจ.) ในไตรมาส 4/2561 อาจไม่เป็นไปตามที่คาดการณ์
นายพบชัย ภัทราวิชญ์ ผู้ช่วยผู้อำนวยการ สายงานวิจัย บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) เอเซีย พลัส จำกัด (มหาชน) หรือ ASP เปิดเผยว่า ขณะนี้มี บจ.ที่ได้ทยอยแจ้งผลการดำเนินงานไตรมาส 4 ปี 2561 แล้วประมาณ 100 บริษัท คิดเป็น 40% ของมาร์เก็ตแคป มีกำไรสุทธิรวมกันประมาณ 80,000 ล้านบาท ซึ่งหากเทียบบริษัทต่อบริษัทเฉพาะที่ประกาศผลการดำเนินงานพบว่า ยังมีการชะลอตัว เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า (QoQ) และเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน (YoY)
ทั้งนี้ บล.เอเซียพลัสฯ ประมาณการกำไรสุทธิปี 2561 อยู่ที่ 1.07 ล้านล้านบาทหรือโตประมาณ 8% (เทียบปี 60 กำไรสุทธิของบจ.ใน ตลท.และ MAI รวมอยู่ที่ 9.87 แสนล้านบาท เติบโตจากปี 59 ประมาณ 8.9%) ส่วนไตรมาส 4 ประมาณการกำไรสุทธิที่ 2.5-2.6 แสนล้านบาท ซึ่งต้องรอดูอีก 60% ที่จะแจ้งผลการดำเนินงานในสิ้นเดือนกุมภาพันธ์นี้ ว่าจะออกมาดีหรือไม่
สาเหตุหลักมาจากกลุ่มปิโตรเคมีและโรงกลั่น ที่มีผลขาดทุนสุทธิจากสินค้าคงเหลือ (Stock loss) อย่าง บริษัท ไทยออยล์ จำกัด (มหาชน) (บมจ.)(TOP) ขาดทุนสุทธิ 4,000 ล้านบาท และบมจ.ไออาร์พีซี (IRPC) ขาดทุนสุทธิิ 1,600 ล้านบาท นอกจากนี้ ในหุ้นกลุ่มอื่นๆ ที่มีผลขาดทุนสุทธิเช่นกัน อย่างกลุ่มสื่อสาร คือ บมจ.โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น (DTAC) ขาดทุนสุทธิ 5,000 ล้านบาท และบมจ.ไทยคม (THCOM) ขาดทุนสุทธิ 2,000 ล้านบาท ซึ่งตรงข้ามกับช่วงเดียวกันของปีก่อนและไตรมาสก่อนหน้าที่มีผลกำไรสุทธิ
“อาจจะต้องลุ้นในช่วงที่เหลือ เพราะงวด 9 เดือน ปี 2561 ทำกำไรสุทธิได้แค่ 8.15 แสนล้านบาท เหลืออีกประมาณ 2.5-2.6 แสนล้านบาท ถึงจะเป็นไปตามเป้า แต่ปัจจุบันทำได้เพียง 80,000 ล้านบาท ขณะที่แนวโน้มของไตรมาสแรกปีนี้ คาดว่าจะปรับตัวดีขึ้น เช่น กลุ่มค้าปลีก ที่ยังเป็นไฮซีซันต่อเนื่อง กลุ่มอสังหาริมทรัพย์ที่ผลการดำเนินงานจะดีกว่าไตรมาส 4 รวมถึงมีการเร่งโอนก่อนมาตรการควบคุมสินเชื่อบ้าน (LTV) และกลุ่มพลังงานที่ไม่มี Stock loss ส่วนกลุ่มท่องเที่ยว โรงแรม และโลจิสติกส์ ยังถือเป็นไตรมาสที่ดีอยู่”
นายสุทธิชัย คุ้มวรชัย ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.เมย์แบงก์ กิมเอ็ง (ประเทศไทย)ฯ กล่าวว่า หลังการประกาศผลการดำเนินงานของ บจ.ในไตรมาส 1 ปี 2562 ออกมา บริษัทจะมีการปรับประมาณการกำไรสุทธิกลุ่มพลังงานและปิโตรเคมี เนื่องจากหุ้นกลุ่มนี้ค่อนข้างเหวี่ยงมาก และไตรมาส 4 ปี 2561 กลุ่มธุรกิจโรงกลั่นมีผลขาดทุนสุทธิ จาก Stock loss จำนวนมาก จากค่าการกลั่นที่อยู่ในระดับตํ่า รวมถึงราคานํ้ามันดิบที่ยังมีความผันผวนขึ้นลง ซึ่งขณะนี้ยังไม่สามารถประเมินได้ ต้องรอดูสถานการณ์อย่างต่อเนื่อง
ทั้งนี้ บล.ไทยพาณิชย์ฯ ได้ประมาณการการเติบโตกำไรปกติ (Core Profit ) ของบจ. รายกลุ่ม จากทั้ง 17 กลุ่ม จำนวน 93 บริษัท คิดเป็นสัดส่วน 73% ของมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาด (มาร์เก็ตแคป) คาดว่ากำไรปกติของบจ.ในปี 2561 จะเติบโต 1.6% ตํ่ากว่าค่าเฉลี่ยของปี 2560 ที่อยู่ที่ 12.4% และคาดว่าปี 2562 จะเติบโต 12.4% ส่วนกำไรสุทธิของบจ.ปี 2561 คาดว่าจะเติบโตที่ 4.4% ตํ่ากว่าค่าเฉลี่ยปีก่อนที่ 9.5% และคาดว่าปีนี้จะเติบโตที่ 9.6% (ตารางประกอบ)
หน้า 17-18 หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 39 ฉบับ 3,446 วันที่ 21-23 กุมภาพันธ์ 2562






