
ลุ้นทำเทนเดอร์ TSTH เพิกถอนออกจากบจ.ไทย
TSTH แจงรู้ผลกลุ่มผู้ถือหุ้นใหม่จีนทำเทนเดอร์ออฟเฟอร์ 2-3 เดือนนี้ และจะรู้ผลว่าต้องถูกเพิกถอนออกจากบจ.ไทยกรือไม่ ชี้ภาพรวมตลาดเหล็กยังโต รองรับการลงทุนของภาครัฐและเอกชนที่ยังขยายตัว แนะคิดตามการเลือกตั้งไทย หวั่นไม่มีเสถียรภาพ ส่งผลกระทบในเชิงลบต่อเศรษฐกิจ
นายราจีฟ มังกัล กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ทาทา สตีล (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) (TSTH) เปิดเผยว่า การเข้ามาถือหุ้นบริษัทของกลุ่มผู้ถือหุ้นใหม่นั้น เบื้องต้นคาดว่า 2-3 เดือนจะรู้ผลของการที่กลุ่มผู้ถือหุ้นรายใหม่จากจีนจะทำคำเสนอซื้อหุ้นทั้งหมดของบริษัท (เทนเดอร์ออฟเฟอร์) ซึ่งกลุ่มผู้ถือหุ้นใหม่ยังไม่ได้ตั้งเป้าหมายว่าจะทำเทนเดอร์ออฟเฟอร์ของบริษัทเป็นจำนวนเท่าไหร่ จากนั้นจึงจะรู้ผลว่าจะเพิกถอนบริษัทออกจากการเป็นบริษัทจดทะเบียน (บจ.) หรือไม่ ทั้งนี้ เหตุผลที่ทางกลุ่มผู้ถือหุ้นใหม่ซื้อหุ้นของบริษัท ราคาที่ต่ำกว่าราคากระดานนั้น เป็นการสะท้อนการเติบโตของความต้องการบริโภคเหล็กในกลุ่มภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
สำหรับภาพรวมของราคาเหล็ก มองว่ามีแนวโน้มการบริโภคที่สูงขึ้น โดยเฉพาะประเทศไทย จากตัวแทนจำหน่ายมีความต้องการสินค้าในสต็อกที่เพิ่มขึ้น เพื่อรองรับการลงทุนของภาครัฐและเอกชนที่ยังขยายตัว ทั้งนี้ ลูกค้าและตัวแทนจำหน่ายยังติดตามและเฝ้าดูสถานการณ์การเลือกตั้งของไทยที่เป็นปัจจัยหลักของความเชื่อมั่นทางธุรกิจ เพราะหากความไม่มีเสถียรภาพทางการเมือง อาจส่งผลกระทบในเชิงลบต่อเศรษฐกิจไทย ที่ส่วนใหญ่จะขับเคลื่อนโครงการการลงทุนต่าง ๆ ในปี 2562
ขณะเดียวกัน การส่งออกของจีนยังเป็นตลาดที่สำคัญ แต่ต้องติดตามหลังเทศกาลตรุษจีนว่ายังมีความต้องการต่อเนื่องหรือไม่ รวมถึงกรณีของประเทศเวียดนามและมาเลเซียเสนอราคาเหล็กแท่งและเหล็กลวดคาร์บอนต่ำ ทำให้มีการแข่งขันกันสูง ซึ่งต้องติดตามปัญหาดังกล่าวอย่างใกล้ชิด อย่างไรก็ตาม คาดผลประกอบการ TSTH ปี 2561 ที่สิ้นสุดเดือน มีนาคม 2462 จะสามารถพลิกมีกำไรได้ หลังจากไตรมาส 3 ปี 2561 มีผลขาดทุนสุทธิ 71 ล้านบาท จากการเพิ่มสัดส่วนการส่งออกให้มากขึ้นเป็น 11-12% จากเดิมอยู่ที่ 7-10% ซึ่งส่งออกไปยังกลุ่มประเทศกัมพูชา สปป.ลาว อินโดนีเซีย อินเดีย และมาเลเซีย และยังคงเป้าหมายปริมาณขายไว้ที่ 1.2 ล้านตัน จากงวด 9 เดือนที่มียอดขาย 849,000 ตัน
นายราจีฟ มังกัล กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ทาทา สตีล (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) (TSTH) เปิดเผยว่า การเข้ามาถือหุ้นบริษัทของกลุ่มผู้ถือหุ้นใหม่นั้น เบื้องต้นคาดว่า 2-3 เดือนจะรู้ผลของการที่กลุ่มผู้ถือหุ้นรายใหม่จากจีนจะทำคำเสนอซื้อหุ้นทั้งหมดของบริษัท (เทนเดอร์ออฟเฟอร์) ซึ่งกลุ่มผู้ถือหุ้นใหม่ยังไม่ได้ตั้งเป้าหมายว่าจะทำเทนเดอร์ออฟเฟอร์ของบริษัทเป็นจำนวนเท่าไหร่ จากนั้นจึงจะรู้ผลว่าจะเพิกถอนบริษัทออกจากการเป็นบริษัทจดทะเบียน (บจ.) หรือไม่ ทั้งนี้ เหตุผลที่ทางกลุ่มผู้ถือหุ้นใหม่ซื้อหุ้นของบริษัท ราคาที่ต่ำกว่าราคากระดานนั้น เป็นการสะท้อนการเติบโตของความต้องการบริโภคเหล็กในกลุ่มภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
ขณะเดียวกัน การส่งออกของจีนยังเป็นตลาดที่สำคัญ แต่ต้องติดตามหลังเทศกาลตรุษจีนว่ายังมีความต้องการต่อเนื่องหรือไม่ รวมถึงกรณีของประเทศเวียดนามและมาเลเซียเสนอราคาเหล็กแท่งและเหล็กลวดคาร์บอนต่ำ ทำให้มีการแข่งขันกันสูง ซึ่งต้องติดตามปัญหาดังกล่าวอย่างใกล้ชิด อย่างไรก็ตาม คาดผลประกอบการ TSTH ปี 2561 ที่สิ้นสุดเดือน มีนาคม 2462 จะสามารถพลิกมีกำไรได้ หลังจากไตรมาส 3 ปี 2561 มีผลขาดทุนสุทธิ 71 ล้านบาท จากการเพิ่มสัดส่วนการส่งออกให้มากขึ้นเป็น 11-12% จากเดิมอยู่ที่ 7-10% ซึ่งส่งออกไปยังกลุ่มประเทศกัมพูชา สปป.ลาว อินโดนีเซีย อินเดีย และมาเลเซีย และยังคงเป้าหมายปริมาณขายไว้ที่ 1.2 ล้านตัน จากงวด 9 เดือนที่มียอดขาย 849,000 ตัน






