
บาทแข็ง ผันผวนสูงเปิดช่องเก็งกำไร
ตลาดคาดบาทยังแข็งต่อเนื่อง ไตรมาสแรกเคลื่อนไหวในกรอบ 31-33 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯผันผวนแกว่งตัวมากกว่า 10-20 สตางค์ จูงใจเงินไหลเข้าเก็งกำไร เตือนภาคธุรกิจเจอ 2 เด้ง “ขาดทุนอัตราแลกเปลี่ยน-ขายสินค้าไม่ออก” ชี้ไตรมาส 4 ฝรั่งเทขายพันธบัตรอายุ 3-7 ปี เหตุผลเลือกตั้งในไทย ลุ้นนโยบายการคลังกระตุ้นเศรษฐกิจ
เงินบาททำสถิติแข็งค่าที่สุดในรอบ 8 เดือนเมื่อวันที่ 17 มกราคมที่ผ่านมา ที่ 31.57 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ เทียบกับวันที่ 11 มกราคม ซึ่งอยู่ที่ระดับ 31.90 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯทำให้นักวิเคราะห์ออกมาเตือนว่า การแข็งค่าขึ้นของเงินบาทไทยจะส่งผลกระทบเชิงลบต่อการขยายตัวทางเศรษฐกิจ และจะเป็นปัจจัยกดดันต่อการส่งออกของไทยเพิ่มขึ้นจากเดิมที่ภาคส่งออกของไทยชะลอลงอยู่แล้วจากผลกระทบของสงครามการค้าโลก
อย่างไรก็ตามในช่วงครึ่งหลังปี 2561 อัตราแลกเปลี่ยนค่าเงินบาทของไทยแข็งค่าขึ้น 5.2% ทำให้เป็นสกุลเงินที่แข็งค่าขึ้นมากที่สุดในโลก จึงมองกันต่อว่า เงินบาทน่าจะยังแข็งค่าต่อเนื่องในปีนี้ด้วย ส่วนเงินที่แข็งค่ารองลงมาคือ สกุลเงินเยนของญี่ปุ่น ซึ่งแข็งค่าขึ้น 3.1% และสกุลเงินเรียลของบราซิล ซึ่งแข็งค่าขึ้น 2.8%
ศูนย์วิจัยกสิกรไทยระบุว่า เงินบาททยอยอ่อนค่ากลับมา หลังจากขึ้นไปแข็งค่าสุดในรอบ 8 เดือนที่ 31.57 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ ทำให้ภาพรวมไตรมาสแรกปีนี้ เงินบาทจะยังเป็นหลุมหลบภัย(Safe Haven) สำหรับนักลงทุน โดยกรอบน่าจะเคลื่อนไหวแถวๆ 31.50-33.00 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ ตลาดยังคงรอความชัดเจนหลายปัจจัย โดยเฉพาะจังหวะการขึ้นดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯฯ (เฟด) ทางออกของชัตดาวน์หน่วยงานราชการในสหรัฐฯ หรือประเด็น BREXIT และการเจรจาประเด็นทางการค้ากับจีน
นอกจากนี้ตลาดเงินและตลาดทุนยังคงจับตาปัจจัยเสี่ยงทั้งภายนอกและภายในของไทยไล่ตั้งแต่การเจรจาทางการค้าระหว่างสหรัฐฯและจีน สถานการณ์ชัตดาวน์ แนวโน้มสภาพคล่องของเงินทุนสำรองระหว่างประเทศอาจลดลง (Quantitative Tightening :QT) บวกปัจจัยทั้งโลกที่ภาวะเศรษฐกิจจะชะลอและความเสี่ยงจากการเมืองในเมืองไทย หรือนักลงทุนไม่มาตามนัดในโครงการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี)
“ที่ผ่านมาเงินบาทจะเคลื่อนไหวแกว่งตัว ทำให้ส่วนต่างระหว่างวันหรือระดับราคาสูงสุดและตํ่าสุดแตกต่างกันมากกว่า 10 สตางค์ บางวันเงินบาทผันผวนเยอะมาก เช่น บางวันส่วนต่างระหว่างวันอยู่ที่ 20 สตางค์ ซึ่งอาจจูงใจให้คนเข้ามาเก็งกำไรทั้งผู้ส่งออกและผู้นำเข้า ซึ่งอยากแนะนำให้ผู้ประกอบการดูแลต้นทุนและป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน และควรจะให้นํ้าหนักต่อการทำตลาดเพื่อขยายฐานลูกค้าเพิ่มยอดขาย เพราะหากยอดขายสินค้าไม่ดี ผู้ประกอบการอาจจะโดน 2 เด้งคือ ทั้งขาดทุนจากการเก็งกำไรและขายสินค้าไม่ได้”
[caption id="attachment_378543" align="aligncenter" width="335"]
นายพูน พานิชพิบูลย์ ผู้เชี่ยวชาญ ศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจ ธนาคาร ทหารไทย จำกัด (มหาชน) หรือทีเอ็มบีกล่าวว่า แนวโน้มเงินบาทยังแข็งค่า จากเหตุผลที่การเจรจาทางการค้าระหว่างจีนกับสหรัฐฯยังไม่คืบหน้า ส่งผลให้เงินไหลกลับเข้ามามากในตลาดเกิดใหม่และไทย โดยเฉพาะปัจจัยภายนอกทำให้เงินบาทแข็งค่าสวนทางสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐฯที่อ่อนค่า จากประเด็นการชัตดาวน์ยืดเยื้อ ซึ่งอาจส่งให้ธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด)ไม่เร่งปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบาย ดังนั้นครึ่งแรกของปีนี้ ยังคงเห็นการไหลเข้าของเงินเข้ามาในตลาดพันธบัตรและหุ้นมากขึ้น
สอดคล้องกับตัวเลขการซื้อขายพันธบัตรปี 2561 ของสมาคมตราสารหนี้ไทยที่พบว่า นักลงทุนต่างชาติยังคงเข้ามาซื้อตราสารหนี้ไทยอย่างสมํ่าเสมอ แม้จะเจอกับแรงกดดันจากการขึ้นดอกเบี้ยของเฟดตลอดทั้งปี แต่นักลงทุนต่างชาติยังมียอดซื้อสุทธิ 133,764 ล้านบาท ส่งผลให้มียอดถือครองตราสารหนี้ไทยมากที่สุดทะลุ 1 ล้านล้านบาทก่อนจะย่อลงมาที่ 985,773 ล้านบาทในสิ้นปี
“ฟันด์โฟลว์จะกลับมาซื้อบอนด์และหุ้นมากขึ้นทั้งกลุ่มประเทศในตลาดเกิดใหม่(EM) เริ่มดูดี แม้มูลค่าจะไม่สูงมากนัก แต่หากปัจจัยเปลี่ยน และถ้านักลงทุนไม่มั่นใจผลเลือกตั้ง สิ่งที่ต้องระวังคือ ฝรั่งอาจขายบอนด์อายุ 3-7 ปีออกได้เยอะ”
สำหรับแนวโน้มค่าเงินบาทระยะต่อไปเชื่อว่า ยังแข็งค่าสอดคล้องกับสกุลเงินภูมิภาคเอเชีย โดยเฉพาะไตรมาส 4 อาจเห็นการขายสินทรัพย์ โดยมองค่าเงินบาทเคลื่อนไหวอยู่ที่ระดับ 33 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ หรือแย่สุดสิ้นปีนี้ อาจเห็นค่าเงินบาทอยู่ที่ 33.55 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ ส่วนเงินหยวนช่วงนี้แข็งค่าน้อยลง เนื่องจากทางการจีนกระตุ้นเศรษฐกิจ ทำให้ตลาดคาดการณ์ว่า เศรษฐกิจจีนจะดีขึ้น ที่ผ่านมาเงินหยวนเคลื่อนไหวอยู่ที่ 6.75- 6.95 หยวนต่อดอลลาร์สหรัฐฯ ซึ่งหากการเจรจาทางการค้าไม่สามารถตกลงกันได้ แนวโน้มเงินหยวนมีโอกาสอ่อนประมาณ 7%
ทั้งนี้ ตัวแปรส่วนใหญ่ จะมาจากภายนอกส่งผลกระทบในวงกว้าง เช่น การเจรจาการค้าระหว่างสหรัฐฯกับจีน ถ้าไม่มีข้อสรุป จะนำไปสู่การสร้างกำแพงภาษี จะกระทบเชื่อมโยงทั้งการส่งออกและเศรษฐกิจของประเทศคู่ค้ารวมถึงเศรษฐกิจโลกที่อาจชะลอ อย่างไรก็ดี ช่วง 1-2 ปี จะมีหลายประเทศเข้าสู่การเลือกตั้ง จึงขึ้นกับรัฐบาลของแต่ละประเทศที่จะใช้นโยบายทางการคลัง หากสามารถกระตุ้นเศรษฐกิจได้ก็จะเห็นผลเชิงบวก
หน้า 19-20 หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ฉบับที่ 3,438 วันที่ 24 - 26 มกราคม พ.ศ. 2562






