
‘ฟินเทค’รุกตลาดทุน โบรกฯตื่นตัวพัฒนาแอพพลิเคชันรองรับ
“ฟินเทค” รุกตลาดทุน วงการบล.แข่งออกผลิต ภัณฑ์ใหม่เสริม หวังเอาใจลูกค้าใช้งานสะดวกรวดเร็ว มั่นใจ IT ไม่กระทบพนักงาน ยันยังมีความสำคัญมากกว่า AI แน่นอน
ปฏิเสธไม่ได้ว่าปัจจุบันเทคโนโลยีกำลังมาแรง โดยเฉพาะเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องกับการเงิน หรือ “ฟินเทค” ที่เข้ามามีบทบาทมากขึ้นในทุกวงการ รวมไปถึงวงการการลงทุนอย่างบริษัทหลักทรัพย์ (บล.)
นายพจน์ หลิกาพันธ์ รองกรรมการผู้จัดการ บล.ฟิลลิป (ประเทศไทย) จก. (มหาชน) เปิดเผยว่า ในช่วง 3-4 ปีที่ผ่านมา ฟินเทคเกิดขึ้นเป็นจำนวนมาก ทำให้บล.ต่างๆ เริ่มตื่นตัวในการพัฒนาแอพพลิเคชันและพัฒนาขึ้นเรื่อยๆ โดยจะเน้นให้ความสะดวกแก่ลูกค้าเป็นหลัก แต่ปัจจุบันกฎเกณฑ์ของรัฐและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องของฟินเทคยังไม่มีความชัดเจน เช่น การยืนยันตัวตน (KYC) เป็นต้น ซึ่งต้องมีความเข้าใจ และร่วมกันพัฒนาให้มีโอกาสเข้าถึงกลุ่มลูกค้าโดยเฉพาะคนรุ่นใหม่ที่มีจำนวนมากขึ้น รวมถึงในกลุ่มผู้ที่มีอายุที่เริ่มใช้เทคโนโลยีได้แล้ว ส่วนฟินเทคที่เข้ามาจะกระทบต่อพนักงานหรือไม่นั้น มองว่าไม่มีผลกระทบและยืนยันว่าบริษัทไม่มีการลดพนักงาน เพราะยังต้องให้บริการลูกค้า ซึ่งต้องมีการเพิ่มทักษะให้ดีมากยิ่งขึ้น
[caption id="attachment_375172" align="aligncenter" width="377"]
พจน์ หลิกาพันธ์[/caption]
ทั้งนี้ บล.ฟิลลิปฯ ได้มีแอพพลิเคชัน Phillip Fund SuperMart ที่สามารถซื้อขายกองทุนรวมทั่วไปแบบออนไลน์จาก 22 บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) รวมถึงซื้อกองทุนรวมหุ้นระยะยาว (แอลทีเอฟ) และกองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ (อาร์เอ็มเอฟ) จาก 11 บลจ. นอกจากนี้ นักลงทุนยังติดตามพอร์ตการลงทุนจากทุกบลจ.ที่ลงทุนไว้ได้อย่างสะดวก และมีบทวิเคราะห์รายสัปดาห์ รายเดือน จากนักวิเคราะห์กองทุนแห่งแรกของประเทศไทย
ขณะเดียวกัน ยังมี Block Trade Single Stock Future บริการรับจับคู่สัญญา Single Stock Future เพื่อเพิ่มสภาพคล่องให้กับนักลงทุน โดยสามารถลงทุนได้ทั้งในสภาวะที่ตลาดหุ้นขาขึ้นและขาลง ด้วยจำนวนสัญญาตามต้องการและราคาที่เหมาะสม ให้อัตราทดสูงกว่าการซื้อหุ้นสามัญ และใช้ทุน 10% ของการซื้อขายหุ้นปกติ
ด้านนายธนัท วงษ์ชูแก้ว กรรมการผู้จัดการ สายงาน Online Business บล.เมย์แบงก์ กิมเอ็ง (ประเทศไทย) จก.
(มหาชน) กล่าวว่า ช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา บริษัทได้เน้นรักษาฐานลูกค้า ทำให้ยังคงมีส่วนแบ่งการตลาด (มาร์เก็ตแชร์) เป็นอันดับ 1 โดยยังคงเน้นการใช้ฟินเทคพัฒนาเทคโนโลยีทั้งแอพพลิเคชัน และนวัตกรรมต่างๆ อย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้มองว่าหากสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) เข้าใจในเรื่องของฟินเทค จะเป็นเรื่องที่ดี ทำให้เกิดการแข่งขัน และลูกค้าจะได้ประโยชน์จากการที่มีตัวเลือกมากขึ้น
ขณะที่การใช้โรบอตเทรด หรือ ปัญญาประดิษฐ์ (เอไอ) เข้ามาช่วยในการลงทุน มองว่ายังตอบโจทย์ได้ไม่หมด และไม่ได้เข้ามาเปลี่ยนแปลงการให้บริการของโบรกเกอร์ ซึ่งยังมีความสำคัญในการแนะนำการลงทุน โดยเชื่อว่าบทวิเคราะห์ของโบรกเกอร์ยังคงเป็นส่วนสำคัญในการตัดสินใจลงทุน และในบางครั้งเทคโนโลยีไม่สามารถทำแทนได้ ทั้งนี้ในช่วงเดือนกรกฎาคม 2562 บริษัทมีแผนจะเปิดตัวแอพพลิเคชันที่สามารถซื้อขายหุ้นและกองทุนรวมในแอพพลิเคชันเดียวกัน
หน้า 17-18 หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 39 ฉบับ 3,436 วันที่ 17-19 มกราคม 2562
ปฏิเสธไม่ได้ว่าปัจจุบันเทคโนโลยีกำลังมาแรง โดยเฉพาะเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องกับการเงิน หรือ “ฟินเทค” ที่เข้ามามีบทบาทมากขึ้นในทุกวงการ รวมไปถึงวงการการลงทุนอย่างบริษัทหลักทรัพย์ (บล.)
นายพจน์ หลิกาพันธ์ รองกรรมการผู้จัดการ บล.ฟิลลิป (ประเทศไทย) จก. (มหาชน) เปิดเผยว่า ในช่วง 3-4 ปีที่ผ่านมา ฟินเทคเกิดขึ้นเป็นจำนวนมาก ทำให้บล.ต่างๆ เริ่มตื่นตัวในการพัฒนาแอพพลิเคชันและพัฒนาขึ้นเรื่อยๆ โดยจะเน้นให้ความสะดวกแก่ลูกค้าเป็นหลัก แต่ปัจจุบันกฎเกณฑ์ของรัฐและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องของฟินเทคยังไม่มีความชัดเจน เช่น การยืนยันตัวตน (KYC) เป็นต้น ซึ่งต้องมีความเข้าใจ และร่วมกันพัฒนาให้มีโอกาสเข้าถึงกลุ่มลูกค้าโดยเฉพาะคนรุ่นใหม่ที่มีจำนวนมากขึ้น รวมถึงในกลุ่มผู้ที่มีอายุที่เริ่มใช้เทคโนโลยีได้แล้ว ส่วนฟินเทคที่เข้ามาจะกระทบต่อพนักงานหรือไม่นั้น มองว่าไม่มีผลกระทบและยืนยันว่าบริษัทไม่มีการลดพนักงาน เพราะยังต้องให้บริการลูกค้า ซึ่งต้องมีการเพิ่มทักษะให้ดีมากยิ่งขึ้น
[caption id="attachment_375172" align="aligncenter" width="377"]
ทั้งนี้ บล.ฟิลลิปฯ ได้มีแอพพลิเคชัน Phillip Fund SuperMart ที่สามารถซื้อขายกองทุนรวมทั่วไปแบบออนไลน์จาก 22 บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) รวมถึงซื้อกองทุนรวมหุ้นระยะยาว (แอลทีเอฟ) และกองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ (อาร์เอ็มเอฟ) จาก 11 บลจ. นอกจากนี้ นักลงทุนยังติดตามพอร์ตการลงทุนจากทุกบลจ.ที่ลงทุนไว้ได้อย่างสะดวก และมีบทวิเคราะห์รายสัปดาห์ รายเดือน จากนักวิเคราะห์กองทุนแห่งแรกของประเทศไทย
ขณะเดียวกัน ยังมี Block Trade Single Stock Future บริการรับจับคู่สัญญา Single Stock Future เพื่อเพิ่มสภาพคล่องให้กับนักลงทุน โดยสามารถลงทุนได้ทั้งในสภาวะที่ตลาดหุ้นขาขึ้นและขาลง ด้วยจำนวนสัญญาตามต้องการและราคาที่เหมาะสม ให้อัตราทดสูงกว่าการซื้อหุ้นสามัญ และใช้ทุน 10% ของการซื้อขายหุ้นปกติ
ด้านนายธนัท วงษ์ชูแก้ว กรรมการผู้จัดการ สายงาน Online Business บล.เมย์แบงก์ กิมเอ็ง (ประเทศไทย) จก.
(มหาชน) กล่าวว่า ช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา บริษัทได้เน้นรักษาฐานลูกค้า ทำให้ยังคงมีส่วนแบ่งการตลาด (มาร์เก็ตแชร์) เป็นอันดับ 1 โดยยังคงเน้นการใช้ฟินเทคพัฒนาเทคโนโลยีทั้งแอพพลิเคชัน และนวัตกรรมต่างๆ อย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้มองว่าหากสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) เข้าใจในเรื่องของฟินเทค จะเป็นเรื่องที่ดี ทำให้เกิดการแข่งขัน และลูกค้าจะได้ประโยชน์จากการที่มีตัวเลือกมากขึ้น
ขณะที่การใช้โรบอตเทรด หรือ ปัญญาประดิษฐ์ (เอไอ) เข้ามาช่วยในการลงทุน มองว่ายังตอบโจทย์ได้ไม่หมด และไม่ได้เข้ามาเปลี่ยนแปลงการให้บริการของโบรกเกอร์ ซึ่งยังมีความสำคัญในการแนะนำการลงทุน โดยเชื่อว่าบทวิเคราะห์ของโบรกเกอร์ยังคงเป็นส่วนสำคัญในการตัดสินใจลงทุน และในบางครั้งเทคโนโลยีไม่สามารถทำแทนได้ ทั้งนี้ในช่วงเดือนกรกฎาคม 2562 บริษัทมีแผนจะเปิดตัวแอพพลิเคชันที่สามารถซื้อขายหุ้นและกองทุนรวมในแอพพลิเคชันเดียวกัน
หน้า 17-18 หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 39 ฉบับ 3,436 วันที่ 17-19 มกราคม 2562






