
หุ้นรับเหมาอนาคตใส เมกะโปรเจ็กต์หนุนCK-ITDแบ็กล็อกพุ่งรับรู้รายได้ยาว4ปี
โครงการเมกะโปรเจ็กต์ดันแบ็กล็อกหุ้นกลุ่มรับเหมาก่อสร้างเติบโต CK แบ็กล็อกโตเท่าตัว ITD งานในมือเพิ่มอีกเกือบ 40% ทยอยรับรู้รายได้ไปอีก 4 ปี แต่ราคาหุ้นไม่กระดิก ซึมตามภาวะตลาดหุ้นโดยรวม โบรกแนะ “ซื้อ” CK, STEC, SEAFCO
หลังจากการรถไฟแห่งประเทศไทย (ร.ฟ.ท.) ได้ทำการเปิดซองประมูลราคาในโครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อมต่อสนามบินหลัก 3 แห่ง คือ สนามบินดอนเมือง สุวรรณภูมิ และอู่ตะเภา มูลค่าโครงการ 225,000 ล้านบาท โดยกลุ่มที่ยื่นเสนอราคาประมูลที่ตํ่าที่สุด คือ กิจการร่วมค้าบริษัทเจริญโภคภัณฑ์โฮลดิ้ง จำกัด และพันธมิตร ซึ่งมี CP ถือหุ้น 70%, China Railway Construction (CRCC) 10%, บริษัท ทางด่วนและรถไฟฟ้ากรุงเทพ จำกัด (มหาชน) (BEM) 10%, บริษัท ช.การช่าง จำกัด (มหาชน) (CK) 5% และบริษัท อิตาเลียนไทย ดีเวล๊อปเมนต์จำกัด (มหาชน) (ITD) 5%
ราคาหุ้นกลุ่มรับเหมาก่อสร้างไม่ได้ตอบรับต่อข่าวดังกล่าว และยังอ่อนตัวลงเล็กน้อยอีกด้วย เนื่องจากภาวะตลาดหุ้นโดยรวมอยู่ในช่วงที่มีปัจจัยลบกดดันให้ดัชนีอ่อนตัวลงมาทดสอบระดับ 1600 จุด ราคาหุ้น CK ลงมาอยู่ที่ 25.50 บาท จากต้นเดือนอยู่ที่ 26.25 บาท, BEM ราคาอยู่ที่ 9.80 บาท จาก 8.95 บาท และ ITD ราคาลงมาที่ 2.42 บาท จาก 2.62 บาทตอนต้นเดือน
บล.กสิกรไทยฯ ระบุว่า มูลค่างานในมือ (Backlog) ของบริษัท ช.การช่าง จำกัด (มหาชน) (CK) และบริษัท อิตาเลียนไทย ดีเวล๊อปเมนต์ จำกัด (มหาชน) (ITD) จะพุ่งสูงขึ้น จากโครงสร้างการถือครองโครงการของ CK และ ITD คาดว่าบริษัทรับเหมา ทั้ง 2 จะได้รับงานโยธาและรางรถไฟบริษัทละ 50% หรือ 60,300 ล้านบาท ทําให้ Backlog ของ CK เพิ่มขึ้นเท่าตัวจาก 55,000 ล้านบาท ในไตรมาส 3 ปี 2561 เป็น 115,000 ล้านบาท ซึ่งจะเป็น backlog ที่เพียงพอ 4 ปี เมื่ออิงจากประมาณการรายได้ปี 2562 ทั้งนี้ จะช่วยลดความกังวลเกี่ยวกับประเด็น Backlog ที่ตํ่าของ CK ในขณะนี้ได้ ขณะที่ในส่วนของ ITD ที่จะพุ่งสูงขึ้น 37.7% เป็น 220,000 ล้านบาท จะเพียงพอต่อการรับรู้รายได้ไปอีก 4.2 ปี
คาดว่างานก่อสร้างโยธาจะเริ่มดําเนินงานเชิงพาณิชย์ในต้นปี 2563 และแล้วเสร็จในช่วงสิ้นปี 2566 โดยคาดการณ์อัตราส่วนหนี้สินต่อทุน (D/E) 1.5 เท่า ซึ่งตํ่ากว่าโครงการสายสีเหลือง และสีชมพูที่ D/E ประมาณ 2 เท่า ทั้งนี้ แม้ CK จะให้แนวทางอัตรากําไรขั้นต้นงานโยธาที่สูงกว่า 8.0% แต่มีสมมติฐานที่อนุรักษนิยมมากกว่าที่ 6.8% และคาดว่าโครงการนี้จะสร้างส่วนแบ่งกําไรในปี 2563-2566 จำนวน 189 ล้านบาท, 338 ล้านบาท, 297 ล้านบาท และ 95 ล้านบาท จึงคาดถึงมูลค่าส่วนเพิ่มต่อมูลค่าหุ้นของ CK ขั้นตํ่าที่ 0.40 บาท และ ITD ที่ 0.10 บาทต่อหุ้น
นอกจากนี้ ยังคงมุมมองเชิงบวก ต่อกลุ่มรับเหมาก่อสร้าง เพราะเชื่อว่าผู้รับเหมาโยธาขนาดใหญ่จะได้ประโยชน์จากโครงการขนาดใหญ่อื่นๆ ที่จะมาถึงในปีหน้า และ Backlog จํานวนมากในมือ
นายเทิดศักดิ์ ทวีธีระธรรม ผู้ช่วยกรรมการผู้อำนวยการฝ่ายวิจัย บล.เอเซีย พลัส จก. กล่าวว่า การได้งานเป็นการเติม Backlog ให้กับ CK จากปัจจุบันที่มีอยู่ 55,000 ล้านบาท รองรับการสร้างรายได้ในช่วง 2 ปีข้างหน้า ส่วน ITD อยู่ที่ 190,000 ล้านบาท รองรับการสร้างรายได้ในช่วง 4 ปีข้างหน้า
ทั้งนี้ ผลประโยชน์ยังกระจายไปสู่ธุรกิจเกี่ยวเนื่องอย่างบริษัทเสาเข็ม คือ SEAFCO และ PYLON ที่จะเข้าไปรับงานเสาเข็มในโครงการรถไฟความเร็วสูง ประเมินว่าจะมีมูลค่างานเสาเข็มสูงถึง 12,000 ล้านบาท นับเป็นโครงการที่ใช้เครื่องทำเสาเข็มมากที่สุด นับตั้งแต่ประเทศไทยเคยมีมา ขณะเดียวกัน เชื่อว่าโครงการที่เกี่ยวเนื่องกับ EEC และโครงการภายใต้ Action Plan ของกระทรวงคมนาคมปี 2561 ที่ตกค้างอีกกว่า 85% คิดเป็นมูลค่ารวมมากกว่า 2 ล้านล้านบาท จะเป็นแหล่งงานป้อนให้กับรับเหมาก่อสร้างไปอีกหลายปี ภายใต้การแข่งขันด้านราคาที่มีแนวโน้มลดลง เนื่องจากบริษัทรับเหมาก่อสร้างรายใหญ่ทุกแห่งมีงานเต็มมือ
บล.เคทีซีมิโก้ฯ และบล.โนมูระพัฒนสินฯ แนะนำ “ซื้อ” CK ให้ราคาเหมาะสม 34 และ 38.50 บาท ตามลำดับ
บล.บัวหลวงฯ และ บล.ดีบีเอส วิคเคอร์สฯ แนะนำ “ซื้อ” STEC ให้ราคาเหมาะสม 28 และ 31 บาท ตามลำดับ โดย บล.โนมูระพัฒนสินฯ ให้ราคาเหมาะสม 32 บาท
บล.เคทีซีมิโก้ฯ และบล.ฟินันเซียไซรัสฯ แนะนำ “ซื้อ” SEAFCO ให้ราคาเหมาะสม 11.50 และ 11.60 บาท ตามลำดับ โดย บล.ดีบีเอส วิคเคอร์สฯ ให้ราคาเหมาะสม 11.98บาท
หน้า 17-18 หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 38 ฉบับที่ 3,429 วันที่ 23-26 ธันวาคม 2561






