
ไทยสมุทรฯตั้งเป้ายีลด์5.5%
ปั้นพอร์ตลงทุน9หมื่นล้าน เน้นหุ้นกู้ พันธบัตร
ไทยสมุทรประกันชีวิต ยันบริหารพอร์ตลงทุนปี 62 เน้นสินทรัพย์มั่นคง สอดคล้องหลักเกณฑ์การกำกับ เชื่อดอกเบี้ยขาขึ้นอานิสงส์ธุรกิจประกันชีวิต ขยับจังหวะลงทุนตามตลาดและการออกโปรดักต์ ตั้งเป้ายีลด์พอร์ตลงทุนไม่ตํ่ากว่า 5.5% จากปัจจุบัน 9 เดือนแรกโกยแล้ว 5.79% พอร์ต อยู่ที่ 9 หมื่นล้านบาท
นางสาวสุวรรณ อุดม-เฉลิมเดช ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ สายงานลงทุน บริษัท ไทยสมุทรประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) เปิดเผยกับ “ฐานเศรษฐกิจ” ว่า ทิศทางการลงทุนของบริษัทในปี 2562 บริษัทจะพยายามรักษากรอบผลตอบแทน (Yield) จากการลงทุนให้อยู่ในระดับใกล้เคียงปีนี้หรือไม่ตํ่ากว่าปีนี้ โดยอยู่ระหว่างประมาณ 5.5% ขึ้นไป ส่วนจะเห็นอยู่ที่ 6% อาจจะต้องขึ้นกับภาวะตลาด
อย่างไรก็ดี หากดูแนวโน้มอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่อยู่ในช่วงขาขึ้น จะเห็นว่าเป็นผลดีต่อธุรกิจประกันชีวิต ดังนั้นจึงต้องติดตามการประชุมของคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ซึ่งคาดการณ์ว่าจะมีการปรับดอกเบี้ยขึ้น 2 ครั้ง หรือประมาณ 0.50% จากปัจจุบันอยู่ที่ 1.50%
แม้ว่าแนวโน้มอัตราดอกเบี้ยจะอยู่ในช่วงขาขึ้น แต่สัดส่วนการลงทุนอาจจะไม่ได้ปรับเปลี่ยนมากนัก เพราะส่วนใหญ่เป็นการลงทุนระยะยาวเฉลี่ย 10 ปี ปัจจุบันพันธบัตร 10 ปี อัตราดอกเบี้ยอยู่ที่ 2.8% ดังนั้น สัดส่วนการลงทุนบริษัทจะพิจารณาการลงทุนตามภาวะตลาด และจังหวะของการลงทุน รวมถึงการออกผลิตภัณฑ์ในช่วงนั้นเป็นหลัก ซึ่งจะเน้นพอร์ตการลงทุนที่มีความมั่นคง โดยบริษัทจะมีทีมงานและผู้เชี่ยวชาญคอยดูแลติดตามจังหวะการลงทุนทุกวัน
ทั้งนี้ มีความเป็นไปได้ที่จะเห็นการขยับสัดส่วนลงทุนพันธบัตรให้เพิ่มขึ้นได้ ส่วนการลงทุนในหุ้น แม้ว่าตามหลักเกณฑ์การกำกับจะให้ลงทุนไม่เกิน 8% แต่ปัจจุบันบริษัทมีสัดส่วนการลงทุนเพียง 2-4% เนื่องจากมองว่าการลงทุนในหุ้นเพื่อมาช่วยดึงผลตอบแทนในบางจังหวะและบางเวลาเท่านั้น ไม่ใช่เป็นพอร์ตการลงทุนหลักของบริษัท
ส่วนการลงทุนในหุ้นกู้ จะเน้นลงทุนหุ้นกู้ที่มีการจัดอันดับเรตติ้งตั้งแต่ B+ ขึ้นไป ซึ่งเป็นไปตามหลักเกณฑ์เช่นกัน โดยปัจจุบันจะเห็นว่าหุ้นกู้อายุ 10 ปี มีอัตราผลตอบแทน (Yield) เฉลี่ยใกล้ 4% ซึ่งขึ้นกับบริษัทและสถานะทางการเงินของบริษัทนั้นด้วย
สำหรับพอร์ตการลงทุนของบริษัท ณ เดือนกันยายน มีอยู่ประมาณ 9 หมื่นล้านบาท แบ่งเป็นสัดส่วนการลงทุนในหุ้นกู้ประมาณ 35-40% พันธบัตร 30% การให้สินเชื่อ 14-15% และหุ้นสามัญ 2-4% โดยในช่วง 9 เดือนที่ผ่านมา (เดือนมกราคม-กันยายน) มีผลตอบแทนจากการลงทุนอยู่ที่ 5.79%
ส่วนของการปล่อยสินเชื่อที่มีสัดส่วน 14-15% เป็นการปล่อยสินเชื่อที่มีหลักประกัน เช่น อสังหาริมทรัพย์ ที่ดิน และสิ่งปลูกสร้าง บริษัทจะให้วงเงินไม่เกิน 70% ของมูลค่าหลักประกันโดยคิดอัตราดอกเบี้ยตามตลาดและความเสี่ยงของลูกค้าแต่ละราย ซึ่งไม่เท่ากัน บริษัทคาดว่าในปี 2562 อัตราการเติบโตคงไม่ได้สูงมากแบบก้าวกระโดด โดยการเติบโตจะใกล้เคียงกับปีนี้ ปัจจุบันมีพอร์ตสินเชื่ออยู่ที่ราว 1 หมื่นล้านบาท
“ในปีนี้จะรักษาผลตอบแทนจากการลงทุนในระดับใกล้เคียงหรือไม่ตํ่ากว่าปีที่ผ่านมา ซึ่งมีผลตอบแทนอยู่ที่ 5.85% ภายใต้แนวโน้มอัตราดอกเบี้ยจะอยู่ในช่วงขาขึ้น โดยบริษัทยังคงสัดส่วนการลงทุนไว้ที่ระดับเดิม เน้นรอดูจังหวะและเวลาที่เหมาะสมในการปรับพอร์ตการลงทุนบ้าง แต่ปกติแล้วบริษัทประกันจะให้นํ้าหนักการลงทุนพันธบัตรเป็นส่วนใหญ่ และลงทุนในหุ้นไม่มากนัก โดยนโยบายหลักที่ทำให้ผลตอบแทนที่ดีได้นั้น คือ บริหารความเสี่ยงให้ดีและเข้าใจธุรกิจ เป็นสิ่งที่เราทำมาต่อเนื่องหลายปี”
หน้า 17-18 หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 38 ฉบับ 3,427 วันที่ 16-19 ธันวาคม 2561






