
เอกชน 2 รายวิ่งซบแทปไลน์ เดินหน้าลงทุนท่อส่งนํ้ามัน
เอฟพีทีวางศิลาฤกษ์ก่อสร้างท่อขนส่งน้ำมันเส้นเหนือเดือนพฤษภาคมนี้ ให้เวลาแทปไลน์ 2 ปีพิจารณาเชื่อมต่อจุดเชียงรากน้อย เผยโครงการเสร็จปี 2562 ขณะที่เอสซีกรุ๊ปเร่งยื่นเอกสารเพิ่ม หวังแทปไลน์อนุมัติเชื่อมจุดสระบุรีภายในเดือนมีนาคมนี้ เริ่มก่อสร้างปี 2560
นายบุรี หว่านชิด กรรมการผู้จัดการ บริษัท ขนส่งนํ้ามันทางท่อ จำกัด (เอฟพีที) เปิดเผยกับ "ฐานเศรษฐกิจ" ว่า บริษัทได้ส่งหนังสือไปยังบริษัท ท่อส่งปิโตรเลียมไทย จำกัด (แทปไลน์) เพื่อขอเชื่อมต่อท่อขนส่งน้ำมันจุดตำบลเชียงรากน้อย อำเภอบางปะอิน จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ของโครงการขยายระบบท่อขนส่งน้ำมันไปภาคเหนือ(บางปะอิน-ลำปาง) โดยในระหว่างนี้บริษัทจะก่อสร้างท่อขนส่งน้ำมันเส้นเหนือไปก่อน โดยมีระยะเวลาให้แทปไลน์ตัดสินใจ 2 ปี
โดยบริษัทมีแนวทางสำหรับการก่อสร้างท่อขนส่งน้ำมันเส้นเหนือ 2 แนวทาง คือ 1.เชื่อมต่อท่อขนส่งน้ำมันของแทปไลน์ที่เชียงรากน้อย เนื่องจากเห็นว่าจะสามารถเชื่อมโรงทุกโรงกลั่นน้ำมันเข้าหากันจากภาคตะวันออกไปภาคเหนือได้ และสามารถใช้ท่อขนส่งน้ำมันอย่างเกิดประโยชน์สูงสุด ซึ่งบริษัทจะลงทุนท่อขนส่งน้ำมันเพิ่มขึ้นระยะทาง 4 กิโลเมตร และแนวทางที่ 2. กรณีที่ไม่สามารถเชื่อมท่อขนส่งน้ำมันกับแทปไลน์ได้ ก็จะก่อสร้างจากท่อเอฟพีทีบางปะอินขึ้นไปภาคเหนือ
สำหรับโครงการท่อขนส่งน้ำมันไปภาคเหนือ(บางปะอิน-ลำปาง) มูลค่าลงทุน 7.5 พันล้านบาท แบ่งเป็น 2 ระยะคือ ระยะแรกท่อขนส่งน้ำมาจากบางปะอิน-พิจิตร ระยะทาง 350 กิโลเมตร และระยะที่2 จากกำแพงเพชร-ลำปาง ระยะทาง 220 กิโลเมตร ปัจจุบันโครงการดังกล่าวว่าจ้างที่ปรึกษาแล้ว และจะวางศิลาฤกษ์และเริ่มก่อสร้างได้ภายในเดือนพฤษภาคม 2559 โดยคลังน้ำมันที่พิจิตรจะแล้วเสร็จภายในปี 2561 และคาดว่าจะแล้วเสร็จทั้งหมดภายในปี 2562
นายณัฐพงษ์ รัตนสุวรรณทวี ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ สายงานพัฒนาธุรกิจและร่วมทุน บริษัท เอสซี กรุ๊ป จำกัด เปิดเผยว่า บริษัทได้ยื่นหนังสือไปยังแทปไลน์ เพื่อขอเชื่อมท่อขนส่งน้ำมันที่จังหวัดสระบุรี หากทางแทปไลน์ต้องการรายละเอียดเพิ่มเติม ทางบริษัทก็จะยื่นเพิ่มเติมให้ คาดว่าน่าจะมีความชัดเจนจากทางแทปไลน์ภายในเดือนมีนาคมนี้
สำหรับสาเหตุที่ล่าช้า เนื่องจากแทปไลน์คงต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ เพราะการเชื่อมต่อท่อขนส่งน้ำมันนับว่าเป็นท่อเส้นเดียวกัน ดังนั้นจำเป็นต้องพิจารณาถึงมาตรฐานความปลอดภัยเป็นหลัก ดังนั้นผู้ที่จะมาเชื่อมต่อท่อ คือ 1.ทำได้จริง และ 2.มีความปลอดภัย โดยภายหลังจากได้ข้อสรุปจากทางแทปไลน์แล้ว บริษัทจะทำหนังสือแจ้งไปยังกรมธุรกิจพลังงาน(ธพ.) เพื่อขอใบอนุญาตก่อสร้างท่อขนส่งน้ำมันภาคตะวันออกเฉียงเหนือ(อีสาน) จากสระบุรี-นครราชสีมา-ขอนแก่น ระยะทาง 340 กิโลเมตร และจะเริ่มศึกษารายงานผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม(อีไอเอ) จะแล้วเสร็จภายในไตรมาส 2/2560 จากนั้นจะเริ่มก่อสร้างท่อขนส่งน้ำมัน และคลังน้ำมัน ใช้ระยะเวลา 2.5 ปี คาดว่าจะแล้วเสร็จและเริ่มทยอยขนส่งน้ำมันทางท่อเส้นอีสานได้ภายในไตรมาส 4/2562
นายถวัลย์ กราพงษ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ท่อส่งปิโตรเลียมไทย จำกัด (แทปไลน์) กล่าวว่า ที่ผ่านมาทางเอฟพีทีและเอสซี กรุ๊ป ทำหนังสือเพื่อเชื่อมต่อท่อกับแทปไลน์ โดยขณะนี้ยังรอผู้ประกอบการทั้งสองรายยื่นรายละเอียดเพิ่มเติมใน 3 ประเด็น คือ 1.รายละเอียดทางเทคนิค 2.ความคุ้มค่าเชิงพาณิชย์ของโครงการ และ3.การออกแบบโครงการในจุดเชื่อมต่อ เนื่องจากก่อนหน้านี้รายละเอียดยังไม่เพียงพอ หากทั้งสองบริษัทเสนอรายละเอียดเพิ่มเติม คาดว่าจะสามารถเสนอที่ประชุมคณะกรรมการบริษัท(บอร์ด) ภายในเดือนมีนาคม-เมษายนนี้ต่อไป
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 36 ฉบับที่ 3,135 วันที่ 6 - 9 มีนาคม พ.ศ. 2559
นายบุรี หว่านชิด กรรมการผู้จัดการ บริษัท ขนส่งนํ้ามันทางท่อ จำกัด (เอฟพีที) เปิดเผยกับ "ฐานเศรษฐกิจ" ว่า บริษัทได้ส่งหนังสือไปยังบริษัท ท่อส่งปิโตรเลียมไทย จำกัด (แทปไลน์) เพื่อขอเชื่อมต่อท่อขนส่งน้ำมันจุดตำบลเชียงรากน้อย อำเภอบางปะอิน จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ของโครงการขยายระบบท่อขนส่งน้ำมันไปภาคเหนือ(บางปะอิน-ลำปาง) โดยในระหว่างนี้บริษัทจะก่อสร้างท่อขนส่งน้ำมันเส้นเหนือไปก่อน โดยมีระยะเวลาให้แทปไลน์ตัดสินใจ 2 ปี
โดยบริษัทมีแนวทางสำหรับการก่อสร้างท่อขนส่งน้ำมันเส้นเหนือ 2 แนวทาง คือ 1.เชื่อมต่อท่อขนส่งน้ำมันของแทปไลน์ที่เชียงรากน้อย เนื่องจากเห็นว่าจะสามารถเชื่อมโรงทุกโรงกลั่นน้ำมันเข้าหากันจากภาคตะวันออกไปภาคเหนือได้ และสามารถใช้ท่อขนส่งน้ำมันอย่างเกิดประโยชน์สูงสุด ซึ่งบริษัทจะลงทุนท่อขนส่งน้ำมันเพิ่มขึ้นระยะทาง 4 กิโลเมตร และแนวทางที่ 2. กรณีที่ไม่สามารถเชื่อมท่อขนส่งน้ำมันกับแทปไลน์ได้ ก็จะก่อสร้างจากท่อเอฟพีทีบางปะอินขึ้นไปภาคเหนือ
สำหรับโครงการท่อขนส่งน้ำมันไปภาคเหนือ(บางปะอิน-ลำปาง) มูลค่าลงทุน 7.5 พันล้านบาท แบ่งเป็น 2 ระยะคือ ระยะแรกท่อขนส่งน้ำมาจากบางปะอิน-พิจิตร ระยะทาง 350 กิโลเมตร และระยะที่2 จากกำแพงเพชร-ลำปาง ระยะทาง 220 กิโลเมตร ปัจจุบันโครงการดังกล่าวว่าจ้างที่ปรึกษาแล้ว และจะวางศิลาฤกษ์และเริ่มก่อสร้างได้ภายในเดือนพฤษภาคม 2559 โดยคลังน้ำมันที่พิจิตรจะแล้วเสร็จภายในปี 2561 และคาดว่าจะแล้วเสร็จทั้งหมดภายในปี 2562
นายณัฐพงษ์ รัตนสุวรรณทวี ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ สายงานพัฒนาธุรกิจและร่วมทุน บริษัท เอสซี กรุ๊ป จำกัด เปิดเผยว่า บริษัทได้ยื่นหนังสือไปยังแทปไลน์ เพื่อขอเชื่อมท่อขนส่งน้ำมันที่จังหวัดสระบุรี หากทางแทปไลน์ต้องการรายละเอียดเพิ่มเติม ทางบริษัทก็จะยื่นเพิ่มเติมให้ คาดว่าน่าจะมีความชัดเจนจากทางแทปไลน์ภายในเดือนมีนาคมนี้
สำหรับสาเหตุที่ล่าช้า เนื่องจากแทปไลน์คงต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ เพราะการเชื่อมต่อท่อขนส่งน้ำมันนับว่าเป็นท่อเส้นเดียวกัน ดังนั้นจำเป็นต้องพิจารณาถึงมาตรฐานความปลอดภัยเป็นหลัก ดังนั้นผู้ที่จะมาเชื่อมต่อท่อ คือ 1.ทำได้จริง และ 2.มีความปลอดภัย โดยภายหลังจากได้ข้อสรุปจากทางแทปไลน์แล้ว บริษัทจะทำหนังสือแจ้งไปยังกรมธุรกิจพลังงาน(ธพ.) เพื่อขอใบอนุญาตก่อสร้างท่อขนส่งน้ำมันภาคตะวันออกเฉียงเหนือ(อีสาน) จากสระบุรี-นครราชสีมา-ขอนแก่น ระยะทาง 340 กิโลเมตร และจะเริ่มศึกษารายงานผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม(อีไอเอ) จะแล้วเสร็จภายในไตรมาส 2/2560 จากนั้นจะเริ่มก่อสร้างท่อขนส่งน้ำมัน และคลังน้ำมัน ใช้ระยะเวลา 2.5 ปี คาดว่าจะแล้วเสร็จและเริ่มทยอยขนส่งน้ำมันทางท่อเส้นอีสานได้ภายในไตรมาส 4/2562
นายถวัลย์ กราพงษ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ท่อส่งปิโตรเลียมไทย จำกัด (แทปไลน์) กล่าวว่า ที่ผ่านมาทางเอฟพีทีและเอสซี กรุ๊ป ทำหนังสือเพื่อเชื่อมต่อท่อกับแทปไลน์ โดยขณะนี้ยังรอผู้ประกอบการทั้งสองรายยื่นรายละเอียดเพิ่มเติมใน 3 ประเด็น คือ 1.รายละเอียดทางเทคนิค 2.ความคุ้มค่าเชิงพาณิชย์ของโครงการ และ3.การออกแบบโครงการในจุดเชื่อมต่อ เนื่องจากก่อนหน้านี้รายละเอียดยังไม่เพียงพอ หากทั้งสองบริษัทเสนอรายละเอียดเพิ่มเติม คาดว่าจะสามารถเสนอที่ประชุมคณะกรรมการบริษัท(บอร์ด) ภายในเดือนมีนาคม-เมษายนนี้ต่อไป
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 36 ฉบับที่ 3,135 วันที่ 6 - 9 มีนาคม พ.ศ. 2559






