
ลุ้นหุ้นเด้งรับเลือกตั้ง
คาดปีหน้าต่างชาติซื้อคืน-ดัชนีไปต่อถึง 1700
โบรกมองสหรัฐฯ-จีนสงบศึกชั่วคราวแค่ข่าวดีระยะสั้น ชี้เดือนธันวาคมนี้มีความชัดเจนเตรียมจัดการเลือกตั้งปีหน้า คาดเงินต่างชาติกลับมาซื้อหุ้นคืน ดัชนีมีโอกาสทดสอบ 1700 แนะเลือกเก็บหุ้นพื้นฐานดี
นายเทิดศักดิ์ ทวีธีระธรรม ผู้ช่วยกรรมการผู้อำนวยการสายงานวิจัย บล. เอเซีย พลัสฯ (ASP) กล่าวถึงผลการเจรจาระหว่างประธานาธิบดีทรัมป์ของสหรัฐฯ และประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ช่วงปลายสัปดาห์ที่ผ่านมา แม้จะลดคลายความกังวล โดยการเลื่อนถกการจัดเก็บภาษีขึ้นเป็น 25% ออกไปอีก 90 วันจากที่จะมีผลในวันที่ 1 มกราคม 2562 จากที่จัดเก็บอยู่ 10% บนมูลค่าสินค้า 2 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐฯ แต่ปัญหาจริงๆยังไม่จบ หลายประเด็นไม่ได้แก้ไข และไม่ทราบว่าท้ายสุดสหรัฐฯ จะเพิ่มจำนวนสินค้าที่จะจัดเก็บเพิ่มหรือไม่ ทำให้ตลาดหุ้นไทยยังไม่ปรับขึ้นชัดเจน
“ตลาดหุ้นขึ้นแรงและเร็วในวันแรกของสัปดาห์ตามกระแส แต่ก็ไม่สามารถยืนได้ และจากคาดการณ์ของ ASP คาดดัชนีหุ้นไทยสิ้นปีคงไม่พ้น 1700 จุด ขณะที่ปี 2562 คาดการณ์ 1795 จุด ส่วนกระแสเงินทุนเคลื่อนย้าย คาดว่าคงเข้ามาเดือนมกราคมปีหน้าในกลุ่ม SET 50 เนื่องจากไทยจะมีการเลือกตั้ง”
นายอภิชัย เรามานะชัย รองกรรมการผู้จัดการฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.แอพเพิล เวลธ์ จก. (มหาชน) ให้ความเห็นว่า แนวโน้มตลาดหุ้นไทยในเดือนธันวาคม 2561 ดัชนีมีโอกาสปรับตัวขึ้นทดสอบแนวต้าน 1700 จุด จากปัจจัยบวกหลัก คือ การยุติชั่วคราวปัญหาข้อขัดแย้งการค้าสหรัฐฯ-จีน และแนวโน้มดอกเบี้ยสหรัฐฯที่ธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ระบุใกล้สู่ระดับกลาง ซึ่งจะช่วยหนุนค่าเงินและสินทรัพย์เสี่ยงตลาดเกิดใหม่มีโอกาสปรับเพิ่มขึ้น
นอกจากนี้ ยังมีแรงหนุนจากมาตรการช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อย เพิ่มเงินบํานาญข้าราชการ มาตรการกระตุ้นภาคท่องเที่ยวและช็อปช่วยชาติ เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจในช่วงปลายปีของรัฐบาล รวมถึงประเด็นความชัดเจนทางการเมืองที่คาดว่าจะทราบวันเลือกตั้งใหม่ในช่วงกลางเดือนธันวาคมนี้ เป็นปัจจัยหนุนความเชื่อมั่นของนักลงทุน
“ผลการเจรจาการค้าสหรัฐฯ-จีน มีการยุติการเรียกเก็บภาษีนําเข้าสินค้าจีนชั่วคราวเป็นเวลา 90 วัน คาดจะส่งผลบวกต่อการเติบโตของเศรษฐกิจโลก และราคาสินทรัพย์เสี่ยงในตลาดเกิดใหม่น่าจะเริ่มฟื้นตัว ขณะที่ปัจจัยการเมืองคาดจะรู้วันเลือกตั้งใหม่ในช่วงกลางเดือนนี้ ส่งผลบวกต่อความเชื่อมั่นนักลงทุน ทำให้คาดดัชนี SET มีโอกาสปรับตัวขึ้นทดสอบแนวต้าน 1700 จุดได้”
ปัจจัยที่ต้องติดตามในเดือนนี้ คือการประชุมโอเปกในวันที่ 6 ธันวาคม เบื้องต้นคาดว่าจะมีการลดกําลังการผลิตลงราว 1.0-1.4 ล้านบาร์เรลต่อวัน เพื่อรักษาเสถียรภาพราคานํ้ามันและช่วยลดความเสี่ยงทางเศรษฐกิจของประเทศผู้ผลิตนํ้ามัน ประกอบกับราคานํ้ามันดิบที่ลดลงสู่ระดับ กว่า 50 ดอลลาร์สหรัฐฯต่อบาร์เรล ส่งผลบวกต่อเศรษฐกิจโลกช่วยลดภาวะเงินเฟ้อ รวมถึงการลงมติรับร่าง Brexit ของสภาอังกฤษในวันที่ 11 ธันวาคมนี้ หากมีมติรับร่างข้อตกลงกับ EU ก็ช่วยลดความเสี่ยงเศรษฐกิจอังกฤษถดถอย
ส่วนปัจจัยในประเทศ ต้องติดตามการประชุม คสช. กกต. และพรรคการเมืองวันที่ 7 ธันวาคมนี้ เพื่อปลดล็อกการดําเนินกิจกรรมของพรรคการเมือง และวันที่ 10 ธันวาคม หลังจากกฎหมายเลือกตั้ง ส.ส. มีผลบังคับใช้ กกต. จะออกกฤษฎีกากําหนดวันเลือกตั้ง ส.ส. หากเป็นตามคาดการณ์เดิม คือวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2562 ก็จะส่งผลบวกต่อความเชื่อมั่นนักลงทุนและกิจกรรมทางเศรษฐกิจมีโอกาสขยายตัวในช่วงต้นปีหน้า
ฝ่ายวิเคราะห์ บล.แอพเพิล เวลธ์ฯ คาดการณ์กําไร บริษัทจดทะเบียน ในปี 2562 มีโอกาสขยายตัวที่ระดับ 8.00% YoY และคาดดัชนี SET ในปี 2562 จะเคลื่อนไหวในกรอบ 1,580-1,810 จุด กลยุทธ์การลงทุน แนะนําซื้อสะสมหุ้นที่ได้ประโยชน์จากการลงทุนที่จะเป็นปัจจัยขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยในปีหน้า เช่น AMATA, BBL, CK, KTB, STEC, WHA กลุ่มบริโภคอุปโภค เช่น CPALL, ROBINS และกลุ่มท่องเที่ยวที่คาดจะเริ่มฟื้นตัวดีขึ้นจากมาตรการกระตุ้นภาครัฐ เช่น AAV, ERW, CENTEL
หน้า 17-18 หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 38 ฉบับ 3,424 วันที่ 6-8 ธันวาคม 2561






