
PDJ ฝ่ามรสุม3ปี การเงินแกร่งพลิกฟื้นทำกำไร
สัมภาษณ์
บริษัท แพรนด้า จิวเวลรี่ จำกัด (มหาชน) PDJ ดำเนินธุรกิจผลิต จัดจำหน่าย และค้าปลีกเครื่องประดับอัญมณี ปัจจุบันมีฐานลูกค้าส่งออกอยู่ในอเมริกา เหนือ ยุโรป และเอเชีย ช่วงเวลาที่ผ่านมาบริษัทมีขาดทุนต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2558-2560 โดยเริ่มพลิกกลับมามีกำไรจากการประกอบธุรกิจในไตรมาส 3/2561
นายชนัตถ์ สรไกรกิติกูล ประธานกรรมการการเงินและบริหารความเสี่ยง บริษัท แพรนด้า จิวเวลรี่ จำกัด (มหาชน) หรือ PDJ กล่าวถึงสาเหตุที่ผลประกอบการขาดทุนเกิดจากบริษัทพึ่งพาลูกค้ารายใหญ่มากเกินไป เมื่อยอดขายของลูกค้ารายใหญ่ลดลง ทำให้บริษัทขาดทุน ซึ่งธุรกิจของ PDJ ต้องอาศัยแรงงานที่มีฝีมือมีทักษะ เราจึงไม่สามารถลดคนงานลงได้ ทางบริษัทได้เร่งหาลูกค้ารายใหม่เพิ่มเติม ปัจจุบันมีลูกค้าประมาณ 20 ราย
“จุดเด่นของเราคือเป็นผู้ผลิตสินค้าอัญมณีและเครื่องประดับ เป็นงานฝีมือต้องใช้ทักษะขั้นสูง และสามารถผลิตได้
ปริมาณมากๆ เราเป็น Mass Craftsmanship มีแรงงานฝีมือ 2,500 คนในโรงงาน 3 แห่ง คือ ที่กรุงเทพฯ, นครราชสีมา, และเวียดนาม”
[caption id="attachment_353949" align="aligncenter" width="335"]
ชนัตถ์ สรไกรกิติกูล[/caption]
ในปี 2558 บริษัทเร่งหาลูกค้าเพิ่ม แต่การมีลูกค้ารายใหม่ๆ ก็ต้องมีการปรับการผลิตให้เหมาะกับความต้องการของลูกค้า แรงงานฝีมือก็ต้องใช้เวลาปรับตัว ทำความคุ้นเคยกับการผลิตสินค้าที่เปลี่ยนไป โดยสินค้าอัญมณีและเครื่องประดับถือเป็นสินค้าแฟชั่น จะมีการออกแบบใหม่ๆออกมา
“ปริมาณงานจากลูกค้ารายใหม่ทยอยเข้ามา เริ่มจาก น้อยๆ และค่อยๆ เพิ่มขึ้น การฟื้นตัวของบริษัทจึงมีลักษณะค่อยเป็นค่อยไป ในส่วนของการผลิตก็มีการปรับปรุงประสิทธิภาพการผลิต ควบคุมต้นทุนการผลิต ควบคุมกำไรขั้นต้น ตอนนี้การใช้อัตราการผลิตอยู่ที่ 85% ถือว่าดีขึ้นมาก กำไรขั้นต้นจะค่อยๆเพิ่มขึ้นและกลับไปอยู่ที่ระดับ 32-33% ได้”
ในส่วนของฐานการจัดจำหน่ายในต่างประเทศ ก็ลุ่มๆดอนๆมาตลอด ต้องตัดธุรกิจที่ไม่ประสบผลสำเร็จ บางแห่งขาดทุน ก็ต้องปิดกิจการไป สำนักงานในยุโรปปัจจุบันมี 3 แห่ง ซึ่งจะมีการปรับเปลี่ยนให้เหมาะสมกับการค้าที่เปลี่ยนแปลงไป ล่าสุดก็ได้ปิดกิจการที่เยอรมนี ในสหรัฐฯก็มีการลดพนักงานลงครึ่งหนึ่ง เพื่อเป็นการช่วยลดค่าใช้จ่าย และบริษัทยังต้องมีการปรับปรุงกิจการที่เหลืออยู่อย่างต่อเนื่อง
ด้านการค้าปลีกในประเทศ ตลาดในประเทศชะลอตัวลง จากเป้าหมายที่คาดว่าจะเติบโตเป็นตัวเลข 2 หลัก ก็เติบโตเพียง 2% ภาพรวมในรอบ 9 เดือนยอดขายลดลงเล็กน้อย แต่หากดูเฉพาะไตรมาส 3 มีการเติบโต 12% คาดว่าไตรมาส 4 ก็จะเติบโตประมาณนี้ เชื่อว่าทั้งปีนี้ยอดขายรวมจะเติบโตเล็กน้อย อยู่ที่ 3,100 ล้านบาท
“ปัจจุบันถือว่าเราแข็งแกร่งขึ้นมากเมื่อเทียบกับปีก่อน กระแสเงินสดดีขึ้นอย่างมาก ผลประกอบการไตรมาส 3/2561 เริ่มมีกำไร คิดเป็นประมาณ 1% ของยอดขาย คาดว่ายอดขายจะเติบโตขึ้น อัตรากำไรสุทธิจะดีขึ้นเป็น 5% ของยอดขาย และจะเข้าสู่ภาวะปกติในกลางปีหน้า เรามีกำไรสะสมอยู่ 1,200 ล้านบาท ถ้ากระแสเงินสดดีเพียงพอในการดำเนินธุรกิจ ก็เป็นไปได้ว่าในปี 2562 จะเริ่มจ่ายเงินปันผลได้”
สำหรับแนวโน้มเศรษฐกิจในปีหน้าที่คาดว่าเศรษฐกิจจะเติบโตลดลง นายชนัตถ์กล่าวว่า เป็นไปได้ที่ลูกค้าของบริษัทจะขายของได้น้อยลง ทำให้สั่งของลดลง แต่ทางบริษัทก็ต้องปรับตัวให้เติบโตต่อไปได้ มีการทำงานร่วมกันกับลูกค้าอย่างใกล้ชิด ให้ความช่วยเหลือเพิ่มช่องทางขายสินค้า ให้บริการที่ดี เพื่อให้เหนือกว่าคู่แข่ง
ในอุตสาหกรรมการส่งออกอัญมณีและเครื่องประดับหากเป็นรายใหญ่ที่เป็นแบรนด์ดังๆ จะได้รับผลกระทบไม่มากเท่ากับรายย่อยๆ เมื่อเศรษฐกิจชะลอตัวลงจะทำให้ร้านค้ารายย่อยหยุดการสั่งซื้อได้ง่ายกว่า มีความอ่อนไหวต่อสถานการณ์มากกว่า
“สินค้าของเราอยู่ในระดับกลางๆ เป็น Affordable Luxury เป็นสินค้ามีคุณภาพสูงในราคาที่ยอมรับได้ ซึ่งลูกค้าในต่างประเทศมีกำลังซื้อ และแนวโน้มการเติบโตของแฟชั่น มีการใช้เครื่องประดับใช้ในการแต่งตัวมากขึ้น”
นายชนัตถ์ กล่าวว่าสำหรับตลาดไทยก็จะเติบโตในสินค้าที่เป็นทองคำแท้ เพชรแท้ อย่างพรีม่าโกลด์ในปีนี้ยอดขายก็เติบโตขึ้น 5% แต่พรีม่าไดมอนด์ลดลง เพราะการตลาดยังไม่แข็งแกร่ง คู่แข่งมาก มีการตัดราคากันมาก และพรีม่าอาร์ตก็เติบโตได้ดี มีคู่แข่งน้อยราย”
ผลประกอบการงวด 9 เดือนปี 2561 บริษัทมีรายได้รวม 2,040 ล้านบาท และมีกำไรสุทธิ 108 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันปีก่อนที่มีผลขาดทุน 144 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 175%
ส่วนผลประกอบการไตรมาส 3 ปี 2561 มีรายได้รวม 716 ล้านบาทเพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันปีก่อนที่มีรายได้รวม 627 ล้านบาท จำนวน 89 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 14.16%
หน้า 17-18 หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 38 ฉบับ 3,422 วันที่ 29 พฤศจิกายน-1 ธันวาคม 2561
บริษัท แพรนด้า จิวเวลรี่ จำกัด (มหาชน) PDJ ดำเนินธุรกิจผลิต จัดจำหน่าย และค้าปลีกเครื่องประดับอัญมณี ปัจจุบันมีฐานลูกค้าส่งออกอยู่ในอเมริกา เหนือ ยุโรป และเอเชีย ช่วงเวลาที่ผ่านมาบริษัทมีขาดทุนต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2558-2560 โดยเริ่มพลิกกลับมามีกำไรจากการประกอบธุรกิจในไตรมาส 3/2561
นายชนัตถ์ สรไกรกิติกูล ประธานกรรมการการเงินและบริหารความเสี่ยง บริษัท แพรนด้า จิวเวลรี่ จำกัด (มหาชน) หรือ PDJ กล่าวถึงสาเหตุที่ผลประกอบการขาดทุนเกิดจากบริษัทพึ่งพาลูกค้ารายใหญ่มากเกินไป เมื่อยอดขายของลูกค้ารายใหญ่ลดลง ทำให้บริษัทขาดทุน ซึ่งธุรกิจของ PDJ ต้องอาศัยแรงงานที่มีฝีมือมีทักษะ เราจึงไม่สามารถลดคนงานลงได้ ทางบริษัทได้เร่งหาลูกค้ารายใหม่เพิ่มเติม ปัจจุบันมีลูกค้าประมาณ 20 ราย
“จุดเด่นของเราคือเป็นผู้ผลิตสินค้าอัญมณีและเครื่องประดับ เป็นงานฝีมือต้องใช้ทักษะขั้นสูง และสามารถผลิตได้
ปริมาณมากๆ เราเป็น Mass Craftsmanship มีแรงงานฝีมือ 2,500 คนในโรงงาน 3 แห่ง คือ ที่กรุงเทพฯ, นครราชสีมา, และเวียดนาม”
[caption id="attachment_353949" align="aligncenter" width="335"]
ในปี 2558 บริษัทเร่งหาลูกค้าเพิ่ม แต่การมีลูกค้ารายใหม่ๆ ก็ต้องมีการปรับการผลิตให้เหมาะกับความต้องการของลูกค้า แรงงานฝีมือก็ต้องใช้เวลาปรับตัว ทำความคุ้นเคยกับการผลิตสินค้าที่เปลี่ยนไป โดยสินค้าอัญมณีและเครื่องประดับถือเป็นสินค้าแฟชั่น จะมีการออกแบบใหม่ๆออกมา
“ปริมาณงานจากลูกค้ารายใหม่ทยอยเข้ามา เริ่มจาก น้อยๆ และค่อยๆ เพิ่มขึ้น การฟื้นตัวของบริษัทจึงมีลักษณะค่อยเป็นค่อยไป ในส่วนของการผลิตก็มีการปรับปรุงประสิทธิภาพการผลิต ควบคุมต้นทุนการผลิต ควบคุมกำไรขั้นต้น ตอนนี้การใช้อัตราการผลิตอยู่ที่ 85% ถือว่าดีขึ้นมาก กำไรขั้นต้นจะค่อยๆเพิ่มขึ้นและกลับไปอยู่ที่ระดับ 32-33% ได้”
ในส่วนของฐานการจัดจำหน่ายในต่างประเทศ ก็ลุ่มๆดอนๆมาตลอด ต้องตัดธุรกิจที่ไม่ประสบผลสำเร็จ บางแห่งขาดทุน ก็ต้องปิดกิจการไป สำนักงานในยุโรปปัจจุบันมี 3 แห่ง ซึ่งจะมีการปรับเปลี่ยนให้เหมาะสมกับการค้าที่เปลี่ยนแปลงไป ล่าสุดก็ได้ปิดกิจการที่เยอรมนี ในสหรัฐฯก็มีการลดพนักงานลงครึ่งหนึ่ง เพื่อเป็นการช่วยลดค่าใช้จ่าย และบริษัทยังต้องมีการปรับปรุงกิจการที่เหลืออยู่อย่างต่อเนื่อง
ด้านการค้าปลีกในประเทศ ตลาดในประเทศชะลอตัวลง จากเป้าหมายที่คาดว่าจะเติบโตเป็นตัวเลข 2 หลัก ก็เติบโตเพียง 2% ภาพรวมในรอบ 9 เดือนยอดขายลดลงเล็กน้อย แต่หากดูเฉพาะไตรมาส 3 มีการเติบโต 12% คาดว่าไตรมาส 4 ก็จะเติบโตประมาณนี้ เชื่อว่าทั้งปีนี้ยอดขายรวมจะเติบโตเล็กน้อย อยู่ที่ 3,100 ล้านบาท
“ปัจจุบันถือว่าเราแข็งแกร่งขึ้นมากเมื่อเทียบกับปีก่อน กระแสเงินสดดีขึ้นอย่างมาก ผลประกอบการไตรมาส 3/2561 เริ่มมีกำไร คิดเป็นประมาณ 1% ของยอดขาย คาดว่ายอดขายจะเติบโตขึ้น อัตรากำไรสุทธิจะดีขึ้นเป็น 5% ของยอดขาย และจะเข้าสู่ภาวะปกติในกลางปีหน้า เรามีกำไรสะสมอยู่ 1,200 ล้านบาท ถ้ากระแสเงินสดดีเพียงพอในการดำเนินธุรกิจ ก็เป็นไปได้ว่าในปี 2562 จะเริ่มจ่ายเงินปันผลได้”
สำหรับแนวโน้มเศรษฐกิจในปีหน้าที่คาดว่าเศรษฐกิจจะเติบโตลดลง นายชนัตถ์กล่าวว่า เป็นไปได้ที่ลูกค้าของบริษัทจะขายของได้น้อยลง ทำให้สั่งของลดลง แต่ทางบริษัทก็ต้องปรับตัวให้เติบโตต่อไปได้ มีการทำงานร่วมกันกับลูกค้าอย่างใกล้ชิด ให้ความช่วยเหลือเพิ่มช่องทางขายสินค้า ให้บริการที่ดี เพื่อให้เหนือกว่าคู่แข่ง
ในอุตสาหกรรมการส่งออกอัญมณีและเครื่องประดับหากเป็นรายใหญ่ที่เป็นแบรนด์ดังๆ จะได้รับผลกระทบไม่มากเท่ากับรายย่อยๆ เมื่อเศรษฐกิจชะลอตัวลงจะทำให้ร้านค้ารายย่อยหยุดการสั่งซื้อได้ง่ายกว่า มีความอ่อนไหวต่อสถานการณ์มากกว่า
“สินค้าของเราอยู่ในระดับกลางๆ เป็น Affordable Luxury เป็นสินค้ามีคุณภาพสูงในราคาที่ยอมรับได้ ซึ่งลูกค้าในต่างประเทศมีกำลังซื้อ และแนวโน้มการเติบโตของแฟชั่น มีการใช้เครื่องประดับใช้ในการแต่งตัวมากขึ้น”
นายชนัตถ์ กล่าวว่าสำหรับตลาดไทยก็จะเติบโตในสินค้าที่เป็นทองคำแท้ เพชรแท้ อย่างพรีม่าโกลด์ในปีนี้ยอดขายก็เติบโตขึ้น 5% แต่พรีม่าไดมอนด์ลดลง เพราะการตลาดยังไม่แข็งแกร่ง คู่แข่งมาก มีการตัดราคากันมาก และพรีม่าอาร์ตก็เติบโตได้ดี มีคู่แข่งน้อยราย”
ผลประกอบการงวด 9 เดือนปี 2561 บริษัทมีรายได้รวม 2,040 ล้านบาท และมีกำไรสุทธิ 108 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันปีก่อนที่มีผลขาดทุน 144 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 175%
ส่วนผลประกอบการไตรมาส 3 ปี 2561 มีรายได้รวม 716 ล้านบาทเพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันปีก่อนที่มีรายได้รวม 627 ล้านบาท จำนวน 89 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 14.16%
หน้า 17-18 หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 38 ฉบับ 3,422 วันที่ 29 พฤศจิกายน-1 ธันวาคม 2561






