
‘ยูโอบี’ชี้ดีมานด์บ้านยังขยายตัว ตั้งเป้าธุรกิจรายย่อยเติบโต 10%
ยูโอบี เดินหน้าลุยธุรกิจรายย่อยโต 10% ไม่หวั่นเศรษฐกิจชะลอตัว มั่นใจเข้มงวดพอตัว กดเอ็นพีแอลต่ำกว่าระบบ เผยเป้าสินเชื่อบ้านขอโตสูงกว่า 10% ส่วนบัตรเครดิต/ส่วนบุคคล 7-8% จากพอร์ตคงค้างรวม 1.5 แสนล้านบาท พร้อมเปิดบริการ Wealth Banking เจาะกลุ่มเศรษฐีใหม่เงินฝาก 1 ล้านบาท คาดดันพอร์ตสินทรัพย์ AUM ขยายตัว 15-20% จากปัจจุบันอยู่ที่ 2.1 แสนล้านบาท ตั้งเป้ากวาดลูกค้าเพิ่ม 1.5 หมื่นราย จากฐาน 3.2 หมื่นราย
นายยุทธชัย เตยะราชกุล รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ ฝ่ายบุคคลธนกิจ ธนาคารยูโอบี จำกัด กล่าวกับ "ฐานเศรษฐกิจ" ว่า ภาพรวมธุรกิจรายย่อยในปีนี้ ธนาคารตั้งเป้าเติบโต 10% จากยอดสินเชื่อคงค้างปัจจุบันอยู่ที่ 1.5 แสนล้านบาท โดยการเติบโตหลักๆ ยังคงมาจากสินเชื่อที่อยู่อาศัย เนื่องจากธนาคารมองว่าภาพรวมตลาดที่อยู่อาศัยยังคงขยายตัวได้ ซึ่งตรงตามความเห็นของผู้ประกอบการรายใหญ่ที่มียอดขายเติบโตเฉลี่ย 5-10% สะท้อนให้เห็นถึงความต้องการที่ยังมีอยู่ในตลาด แม้ว่าหลายฝ่ายจะประเมินว่าซัพพลายล้นตลาด ซึ่งจะกดดันให้ตลาดชะลอตัวแต่เชื่อว่าไม่น่าจะมีปัญหา
ทั้งนี้ ธนาคารตั้งเป้าภาพรวมสินเชื่อที่อยู่อาศัยเติบโตเกิน 10% จากปัจจุบันมียอดคงค้างอยู่ที่ประมาณ 1.2 แสนล้านบาท ส่วนสินเชื่อส่วนบุคคลและสินเชื่อบัตรเครดิตตั้งเป้าเติบโตประมาณ 7-8% จากพอร์ตสินเชื่อส่วนบุคคลปัจจุบันอยู่ที่ 1.4 หมื่นล้านบาท และพอร์ตสินเชื่อบัตรเครดิต 1 หมื่นล้านบาท ขณะที่การบริหารความเสี่ยงในช่วงที่เศรษฐกิจชะลอตัวและภาระหนี้ครัวเรือนอยู่ในระดับสูง ธนาคารจะใช้นโยบายแบบ Soft Landing Policy โดยจะเพิ่มความเข้มงวดในเรื่องของสกอริงในการคัดกรองสินเชื่อตั้งแต่เริ่มเห็นสัญญาณเศรษฐกิจชะลอตัวและหนี้ที่เพิ่มสูงขึ้น จากเดิมที่ใช้สกอริงระดับใด จะเพิ่มความเข้มงวดของสกอริงขึ้นสเต็ปหนึ่ง เช่น หลังเช็คประวัติเครดิตลูกค้าและเริ่มเห็นอาการสีเทาๆ ธนาคารจะไม่พิจารณาการปล่อยสินเชื่อให้กับลูกค้ารายนั้น เป็นต้น ดังนั้น จะเห็นว่าหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล) ของธนาคารจะต่ำกว่าระบบทั้ง 3 ผลิตภัณฑ์
"ตัวหลักที่ทำให้สินเชื่อรายย่อยขยายตัวยังคงเป็นสินเชื่อบ้าน เพราะตลาดยังมีความต้องการ ส่วนสินเชื่อไม่มีหลักประกันคาดว่าจะโตได้ 7-8% จากปัจจุบันมีสัดส่วนประมาณ 20% ของพอร์ตสินเชื่อรายย่อยทั้งหมด ส่วนจะมีโปรแกรมลดดอกเบี้ยแข่งขันกับตลาดนั้น ธนาคารไม่เน้นแข่งขันเรื่องนี้ โดยดอกเบี้ยยังอยู่ในกรอบตามทางการกำหนดที่ 28%"
นอกจากการตั้งเป้าสินเชื่อรายย่อยแล้ว ธนาคารยังได้มุ่งเน้นธุรกิจบริหารความมั่งคั่ง (Wealth Management) โดยเฉพาะในกลุ่มที่มีเงินฝากและการลงทุน (AUM) เฉลี่ย 1-3 ล้านบาท ที่จะเห็นแนวโน้มการเติบโตเพิ่มมากขึ้น โดยคาดว่า 5 ปีข้างหน้า สัดส่วนกลุ่มนี้จะเติบโตเพิ่มขึ้น 50% จากปัจจุบันทั้งระบบมีอยู่ที่ 1 ล้านคน จะเพิ่มเป็น 1.5 ล้านคน ถือเป็นโอกาสของธนาคารที่จะเข้าไปรองรับความต้องการด้านการออมและการลงทุน ธนาคารจึงได้ออกบริการ "UOB Wealth Banking" เจาะกลุ่มลูกค้าดังกล่าว ภายหลังจากธนาคารมีกลุ่มลูกค้า Privileges Banking ที่มี AUM ตั้งแต่ 3 ล้านบาทขึ้นไป
สำหรับลูกค้า Wealth Banking จะได้รับบริการเช่นเดียวกับลูกค้า Privileges Banking เช่น จะมีพนักงานลูกค้าสัมพันธ์ (RM) คอยดูแล ตลอดจนมีผู้เชี่ยวชาญด้านการลงทุนและผู้เชี่ยวชาญด้านการวางแผนประกันชีวิตให้คำปรึกษา เพราะลูกค้ากลุ่มนี้ประมาณ 30% จะไม่ได้มีการวางแผนทางการเงินล่วงหน้า โดยแผนการแนะนำการลงทุนจะสอดคล้องกับความต้องการของลูกค้าและภาวะตลาดโดยรวม โดยการจัดพอร์ตการลงทุนแบบกระจายความเสี่ยง เช่น ลูกค้ารับความเสี่ยงน้อย จะได้ผลตอบแทน (Yield) จากการลงทุนเฉลี่ย 4-6% รับความเสี่ยงระดับกลาง จะได้ผลตอบแทนที่ 7-8% หรือความเสี่ยงมาก จะได้รับผลตอบแทนเฉลี่ยที่ 10-12% โดยพอร์ตการลงทุนส่วนใหญ่ประมาณ 80% จะเป็นการลงทุนในต่างประเทศ และที่เหลือ 20% ลงทุนในประเทศ
นอกจากนี้ ลูกค้า Wealth Banking ยังได้รับอัตราดอกเบี้ยเงินฝากออมทรัพย์สูงกว่าตลาดถึง 0.75% จากตลาดอยู่ที่ 0.25% เนื่องจากลูกค้ากลุ่มนี้ส่วนใหญ่ยังนิยมฝากเงินเป็นหลัก จะเห็นได้จากปีก่อนที่เงินฝากรายย่อยเติบโต 16% ส่วนใหญ่มาจากกลุ่มลูกค้ามั่งคั่ง ส่วนผลิตภัณฑ์การลงทุนพวกกองทุนรวม-ประกันถือเป็นการขายต่อยอดผลิตภัณฑ์ (Cross Selling) ขณะที่กลุ่มลูกค้าที่มี AUM เฉลี่ยประมาณ 8-10 ล้านบาท ประมาณ 45% จะเป็นการลงทุนในกองทุนต่างๆ
ทั้งนี้ ปัจจุบันธนาคารมี AUM รวมอยู่ที่ 2.1 แสนล้านบาท แบ่งเป็นกลุ่มลูกค้า 3 ล้านบาทขึ้นไป มีประมาณ 75% ลูกค้าตั้งแต่ 2 ล้านบาท ประมาณ 10% และลูกค้า 1 ล้านบาทประมาณ 15% โดยในจำนวน AUM ทั้งหมดดังกล่าวเป็นเงินฝากประมาณ 1.5 แสนบ้านบาท หรือคิดเป็นสัดส่วนสูงถึง 70% ที่เหลือ 30% จะเป็นการลงทุน
ทั้งนี้ เป้าหมายของกลุ่มลูกค้า Wealth Banking ธนาคารตั้งเป้าเติบโตสินทรัพย์ภายใต้การบริหารการจัดการเฉลี่ยอยู่ที่ 15-20% ต่อปี โดยตั้งเป้าลูกค้าใหม่จำนวน 1.5 หมื่นรายจากฐานลูกค้าปัจจุบันอยู่ที่ 3.2 หมื่นราย นอกจากนี้ตั้งเป้าขยายศูนย์บริการลูกค้าภายใน 18 เดือนข้างหน้าจะเพิ่มอีกจำนวน 6 แห่ง จากปัจจุบันมี 4 แห่ง รวมจะมีศูนย์ดูแลและบริการลูกค้า 10 แห่ง เน้นในพื้นที่กรุงเทพฯ เป็นหลัก
"เราให้ดอกเบี้ยเงินฝากกลุ่มลูกค้า Wealth Banking สูงกว่าทั่วไปในตลาด แม้จะทำให้ต้นทุนของธนาคารปรับเพิ่มขึ้น แต่เรามองว่าเป็นการเกลี่ยรายได้จากกลุ่มระดับบนและกลางที่ให้ผลตอบแทนเราสูงกว่า มาเกลี่ยให้สมดุลกัน แบงก์จึงถือว่าไม่ได้มีผลกระทบอะไร"
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 36 ฉบับที่ 3,136 วันที่ 3 - 5 มีนาคม พ.ศ. 2559
นายยุทธชัย เตยะราชกุล รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ ฝ่ายบุคคลธนกิจ ธนาคารยูโอบี จำกัด กล่าวกับ "ฐานเศรษฐกิจ" ว่า ภาพรวมธุรกิจรายย่อยในปีนี้ ธนาคารตั้งเป้าเติบโต 10% จากยอดสินเชื่อคงค้างปัจจุบันอยู่ที่ 1.5 แสนล้านบาท โดยการเติบโตหลักๆ ยังคงมาจากสินเชื่อที่อยู่อาศัย เนื่องจากธนาคารมองว่าภาพรวมตลาดที่อยู่อาศัยยังคงขยายตัวได้ ซึ่งตรงตามความเห็นของผู้ประกอบการรายใหญ่ที่มียอดขายเติบโตเฉลี่ย 5-10% สะท้อนให้เห็นถึงความต้องการที่ยังมีอยู่ในตลาด แม้ว่าหลายฝ่ายจะประเมินว่าซัพพลายล้นตลาด ซึ่งจะกดดันให้ตลาดชะลอตัวแต่เชื่อว่าไม่น่าจะมีปัญหา
ทั้งนี้ ธนาคารตั้งเป้าภาพรวมสินเชื่อที่อยู่อาศัยเติบโตเกิน 10% จากปัจจุบันมียอดคงค้างอยู่ที่ประมาณ 1.2 แสนล้านบาท ส่วนสินเชื่อส่วนบุคคลและสินเชื่อบัตรเครดิตตั้งเป้าเติบโตประมาณ 7-8% จากพอร์ตสินเชื่อส่วนบุคคลปัจจุบันอยู่ที่ 1.4 หมื่นล้านบาท และพอร์ตสินเชื่อบัตรเครดิต 1 หมื่นล้านบาท ขณะที่การบริหารความเสี่ยงในช่วงที่เศรษฐกิจชะลอตัวและภาระหนี้ครัวเรือนอยู่ในระดับสูง ธนาคารจะใช้นโยบายแบบ Soft Landing Policy โดยจะเพิ่มความเข้มงวดในเรื่องของสกอริงในการคัดกรองสินเชื่อตั้งแต่เริ่มเห็นสัญญาณเศรษฐกิจชะลอตัวและหนี้ที่เพิ่มสูงขึ้น จากเดิมที่ใช้สกอริงระดับใด จะเพิ่มความเข้มงวดของสกอริงขึ้นสเต็ปหนึ่ง เช่น หลังเช็คประวัติเครดิตลูกค้าและเริ่มเห็นอาการสีเทาๆ ธนาคารจะไม่พิจารณาการปล่อยสินเชื่อให้กับลูกค้ารายนั้น เป็นต้น ดังนั้น จะเห็นว่าหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล) ของธนาคารจะต่ำกว่าระบบทั้ง 3 ผลิตภัณฑ์
"ตัวหลักที่ทำให้สินเชื่อรายย่อยขยายตัวยังคงเป็นสินเชื่อบ้าน เพราะตลาดยังมีความต้องการ ส่วนสินเชื่อไม่มีหลักประกันคาดว่าจะโตได้ 7-8% จากปัจจุบันมีสัดส่วนประมาณ 20% ของพอร์ตสินเชื่อรายย่อยทั้งหมด ส่วนจะมีโปรแกรมลดดอกเบี้ยแข่งขันกับตลาดนั้น ธนาคารไม่เน้นแข่งขันเรื่องนี้ โดยดอกเบี้ยยังอยู่ในกรอบตามทางการกำหนดที่ 28%"
นอกจากการตั้งเป้าสินเชื่อรายย่อยแล้ว ธนาคารยังได้มุ่งเน้นธุรกิจบริหารความมั่งคั่ง (Wealth Management) โดยเฉพาะในกลุ่มที่มีเงินฝากและการลงทุน (AUM) เฉลี่ย 1-3 ล้านบาท ที่จะเห็นแนวโน้มการเติบโตเพิ่มมากขึ้น โดยคาดว่า 5 ปีข้างหน้า สัดส่วนกลุ่มนี้จะเติบโตเพิ่มขึ้น 50% จากปัจจุบันทั้งระบบมีอยู่ที่ 1 ล้านคน จะเพิ่มเป็น 1.5 ล้านคน ถือเป็นโอกาสของธนาคารที่จะเข้าไปรองรับความต้องการด้านการออมและการลงทุน ธนาคารจึงได้ออกบริการ "UOB Wealth Banking" เจาะกลุ่มลูกค้าดังกล่าว ภายหลังจากธนาคารมีกลุ่มลูกค้า Privileges Banking ที่มี AUM ตั้งแต่ 3 ล้านบาทขึ้นไป
สำหรับลูกค้า Wealth Banking จะได้รับบริการเช่นเดียวกับลูกค้า Privileges Banking เช่น จะมีพนักงานลูกค้าสัมพันธ์ (RM) คอยดูแล ตลอดจนมีผู้เชี่ยวชาญด้านการลงทุนและผู้เชี่ยวชาญด้านการวางแผนประกันชีวิตให้คำปรึกษา เพราะลูกค้ากลุ่มนี้ประมาณ 30% จะไม่ได้มีการวางแผนทางการเงินล่วงหน้า โดยแผนการแนะนำการลงทุนจะสอดคล้องกับความต้องการของลูกค้าและภาวะตลาดโดยรวม โดยการจัดพอร์ตการลงทุนแบบกระจายความเสี่ยง เช่น ลูกค้ารับความเสี่ยงน้อย จะได้ผลตอบแทน (Yield) จากการลงทุนเฉลี่ย 4-6% รับความเสี่ยงระดับกลาง จะได้ผลตอบแทนที่ 7-8% หรือความเสี่ยงมาก จะได้รับผลตอบแทนเฉลี่ยที่ 10-12% โดยพอร์ตการลงทุนส่วนใหญ่ประมาณ 80% จะเป็นการลงทุนในต่างประเทศ และที่เหลือ 20% ลงทุนในประเทศ
นอกจากนี้ ลูกค้า Wealth Banking ยังได้รับอัตราดอกเบี้ยเงินฝากออมทรัพย์สูงกว่าตลาดถึง 0.75% จากตลาดอยู่ที่ 0.25% เนื่องจากลูกค้ากลุ่มนี้ส่วนใหญ่ยังนิยมฝากเงินเป็นหลัก จะเห็นได้จากปีก่อนที่เงินฝากรายย่อยเติบโต 16% ส่วนใหญ่มาจากกลุ่มลูกค้ามั่งคั่ง ส่วนผลิตภัณฑ์การลงทุนพวกกองทุนรวม-ประกันถือเป็นการขายต่อยอดผลิตภัณฑ์ (Cross Selling) ขณะที่กลุ่มลูกค้าที่มี AUM เฉลี่ยประมาณ 8-10 ล้านบาท ประมาณ 45% จะเป็นการลงทุนในกองทุนต่างๆ
ทั้งนี้ ปัจจุบันธนาคารมี AUM รวมอยู่ที่ 2.1 แสนล้านบาท แบ่งเป็นกลุ่มลูกค้า 3 ล้านบาทขึ้นไป มีประมาณ 75% ลูกค้าตั้งแต่ 2 ล้านบาท ประมาณ 10% และลูกค้า 1 ล้านบาทประมาณ 15% โดยในจำนวน AUM ทั้งหมดดังกล่าวเป็นเงินฝากประมาณ 1.5 แสนบ้านบาท หรือคิดเป็นสัดส่วนสูงถึง 70% ที่เหลือ 30% จะเป็นการลงทุน
ทั้งนี้ เป้าหมายของกลุ่มลูกค้า Wealth Banking ธนาคารตั้งเป้าเติบโตสินทรัพย์ภายใต้การบริหารการจัดการเฉลี่ยอยู่ที่ 15-20% ต่อปี โดยตั้งเป้าลูกค้าใหม่จำนวน 1.5 หมื่นรายจากฐานลูกค้าปัจจุบันอยู่ที่ 3.2 หมื่นราย นอกจากนี้ตั้งเป้าขยายศูนย์บริการลูกค้าภายใน 18 เดือนข้างหน้าจะเพิ่มอีกจำนวน 6 แห่ง จากปัจจุบันมี 4 แห่ง รวมจะมีศูนย์ดูแลและบริการลูกค้า 10 แห่ง เน้นในพื้นที่กรุงเทพฯ เป็นหลัก
"เราให้ดอกเบี้ยเงินฝากกลุ่มลูกค้า Wealth Banking สูงกว่าทั่วไปในตลาด แม้จะทำให้ต้นทุนของธนาคารปรับเพิ่มขึ้น แต่เรามองว่าเป็นการเกลี่ยรายได้จากกลุ่มระดับบนและกลางที่ให้ผลตอบแทนเราสูงกว่า มาเกลี่ยให้สมดุลกัน แบงก์จึงถือว่าไม่ได้มีผลกระทบอะไร"
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 36 ฉบับที่ 3,136 วันที่ 3 - 5 มีนาคม พ.ศ. 2559






