
หมดยุคเห่อ‘หุ้นโกรท’
ขาใหญ่แนะเลี่ยงเก็งกำไรบริษัทกลาง-เล็กค่าพี/อีสูง
นักลงทุนขาใหญ่ เตือนระวังลงทุนเผื่อสถานการณ์ในอนาคต “นิเวศน์” แนะเลือกเก็บหุ้นราคาถูกเป็นหลัก เน้นบริษัทมั่นคงทำกำไรมีปันผล ถือลงทุนยาว 2-3 ปี เลี่ยงหุ้นโกรทค่าพี/อีสูง
ภาวะตลาดหุ้นไทยตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมา แกว่งตัวผันผวนตามผลกระทบปัจจัยต่างประเทศเป็นหลัก และกระแสเงินทุนต่างชาติไหลออกจากตลาดหุ้นไทย ดัชนีแกว่งตัวในกรอบ 1580-1850 จุด ส่งผลให้การลงทุนในหุ้นมีความเสี่ยง ผลตอบแทนตํ่า ต่อสถานการณ์ดังกล่าว “ฐานเศรษฐกิจ” ได้สำรวจความเห็นจากกูรูนักลงทุนรายใหญ่ ถึงการปรับกลยุทธ์รับมือสถานการณ์
นายนิเวศน์ เหมวชิรวรากร นักลงทุนแบบเน้นคุณค่า (Value Investor : VI) กล่าวกับ “ฐานเศรษฐกิจ” ในภาวะตลาดหุ้นไทยขณะนี้ ต้องมองเป็นกลางๆ คือมีโอกาสขึ้นหรือลงเท่าๆ กัน จึงต้องระมัดระวังโดยเฉพาะปัจจัยจากต่างประเทศที่อาจจะรุนแรง และกระทบต่อตลาดหุ้นบ้านเราได้ ซึ่งเป็นจุดที่น่ากลัว แม้โอกาสเกิดจะไม่สูงก็ตาม การลงทุนจึงต้องเผื่อสถานการณ์ตรงนี้ไว้ ต้องเป็นหุ้นที่ถือได้ระยะเวลา 2-3 ปี เพราะสถานการณ์คงไม่เปลี่ยนไปจากเดิมหรือใช้เวลาอีกสักระยะ
[caption id="attachment_341586" align="aligncenter" width="209"]
กลยุทธ์การลงทุนตอนนี้ต้องลงในหุ้นที่มีราคาถูกเป็นหลัก เป็นกิจการที่มีความมั่นคงสูง สะท้อนความแข็งแกร่งจากรายได้ การทำกำไร เงินปันผลไม่ว่าในอนาคตก็ไม่ลดลง และต้องไม่เป็นหุ้นที่ถูกดิสรัปชันโดยเทคโนโลยีสมัยใหม่
“ผมว่าช่วงหลัง หุ้นเติบโตสูง(Growth Stock) ไม่น่าจะดี เพราะภาวะเศรษฐกิจโลกทั่วๆไป ไม่เอื้ออำนวย หุ้นโกรทจะมีค่า P/E (อัตราส่วนราคาเทียบกับกำไรต่อหุ้น)สูงมาก ในอดีตคนมักฮึกเหิม เก็งกำไรในหุ้นโกรทจึงควรเปลี่ยนมุมมองการลงทุนตรงนี้ เพราะมีความเสี่ยง หากเรตติ้งของหุ้นที่โกรทสูง จาก P/E สูงกลายเป็น P/E ปกติเมื่อไรจะอันตรายมาก เพราะราคามีโอกาสลงมาหลายสิบเปอร์เซ็นต์ได้ แม้ปัจจุบันจะปรับลงมามากแล้วก็ตาม จึงไม่ควรลงทุนในหุ้นขนาดกลางและเล็ก ที่ P/E สูง ๆ”
น.พ.รัชต์ชยุตม์ จีระพรประภา (หมอวิน) นักลงทุนรายใหญ่ กล่าวว่า ตั้งแต่ต้นปีจนถึงปัจจุบัน ตลาดหุ้นไทยมีความผันผวนมาก โดยดัชนีแกว่งตัวประมาณ 250 - 300 จุด ในกรอบ 1580-1850 จุด ส่งผลให้การวางกลยุทธ์ในการลงทุนทำได้ค่อนข้างยาก เนื่องจากภาวะปัจจุบันยังไม่ดีขึ้น ผลประกอบการบริษัทจดทะเบียน (บจ.) ที่ประกาศออกมาไม่ได้เติบโตในเกณฑ์ที่สูงมากนัก ซึ่งต้องมีการปรับเปลี่ยนกลยุทธ์การลงทุนให้ดีและเหมาะสม ไม่ยึดติดกับรูปแบบใดรูปแบบหนึ่งตลอดไป
[caption id="attachment_341587" align="aligncenter" width="231"]
สำหรับในช่วงปลายปีที่ถือเป็นไฮซีซันของตลาดหุ้น มองว่าสามารถลงทุนได้ เพราะภาวะตลาดหุ้นทั่วโลกเริ่มดีขึ้น กลุ่มที่เลือกลงทุนควรพิจารณาปัจจัยพื้นฐานก่อน เช่น มีกำไรจริง ผลประกอบการดี รวมถึงมีการเติบโต นอกจากนี้ ต้องมองไปถึงปีหน้าว่ากลุ่มใดสามารถลงทุนได้ในระยะยาว
นายอนุรักษ์ บุญแสวง อดีตนายกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า (ประเทศไทย) (VI) กล่าวว่า ตลาดหุ้นไทยปีนี้แม้จะผันผวนบวกลบ 200 จุด ตนมองเป็นเรื่องปกติ นักลงทุนต้องเตรียมรับมือตลอดเวลาอยู่แล้ว เช่น เมื่อหุ้นแพงก็ขาย และลงก็กลับเข้าไปซื้อใหม่ ซึ่งนักลงทุนวีไอจะชอบความผันผวนของตลาดหุ้น เนื่องจากเป็นโอกาสในการเข้าซื้อ ตรงกันข้ามกับนักลงทุนรายย่อยที่จะรีบตัดขายตอนที่หุ้นลงแรง ทำให้เกิดการขาดทุนกันเป็นจำนวนมาก
[caption id="attachment_341588" align="aligncenter" width="243"]
“ตลาดหุ้นได้เปิดโอกาสให้กับทุกคนในการลงทุน แต่อยู่ที่วิธีการคิดพิจารณาของแต่ละคนว่าจะเป็นมืออาชีพแค่ไหน เพราะหุ้นในระยะยาวยังดีต่อเนื่อง ส่วนตัวที่กล้าลงทุน เนื่องจากมั่นใจในพื้นฐานของบริษัทนั้นๆ ที่มีปันผลดี และมีอัตราราคาปิดต่อกำไรสุทธิต่อหุ้น (P/E) ในระดับตํ่า ถึงแม้ราคาจะลงอีกก็ไม่มีเหตุผลที่จะต้องขาย กลับกันหากมีเงินก็จะเข้าซื้อเพิ่มแน่นอน แต่หากยังลงทุนตามอารมณ์ตลาด แนะนำให้ซื้อกองทุนรวมดีกว่า เพราะไม่มีความเสี่ยงมาก และยังสามารถเก็บเป็นเงินออมเพื่อใช้ในอนาคตได้”
หน้า 17-18 หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 38 ฉบับ 3,415 วันที่ 4-7 พฤศจิกายน 2561






