
หุ้นอสังหาฯลงลึก11% โบรกแนะเหมาะลงทุน
โบรกฯ ประเมินมาตรการ LTV กระทบกำไรกลุ่มอสังหาฯ บล.กสิกรไทยฯ ยังคงนํ้าหนักลงทุนมากกว่าตลาด เหตุราคาหุ้นปรับลงมาก 4-11% สะท้อนผลกระทบแล้ว แนะ SPALI ORI และ SC หุ้นเด่นในกลุ่ม ด้านบล.ฟินันเซียฯ แนะเก็บหุ้นปลอดภัย เลือก LH และ QH
บริษัทหลักทรัพย์ (บล.)กสิกรไทยฯ (KS) ออกบทวิเคราะห์เผยแพร่เมื่อวันที่ 12 ตุลาคม 2561 ประเมินมาตรการ LTV ใหม่ที่เสนอโดยธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท. ) ว่าจะส่งผลลบต่อทิศทางการดำเนินงานและกำไรของกลุ่ม เพราะ LTV ratio ที่เข้มงวดขึ้นจะส่งผลกระทบต่อผู้กู้บ้านสัญญา ที่ 2 ขึ้นไป คิดเป็นสัดส่วนราว 22% ต่อสินเชื่อที่อยู่อาศัยทั้งหมดในระบบธนาคารพาณิชย์ ต่างจากมาตรฐานทางบัญชีใหม่ (TFRS15) ที่จะเป็นประโยชน์ต่อกำไรของกลุ่มในช่วง ปี 2561-2563
อย่างไรก็ดียังคงนํ้าหนัก การลงทุนกลุ่มอสังหาฯ ที่ “มาก กว่าตลาด” แม้จะมีมุมมองอนุรักษนิยมมากขึ้นก็ตาม แต่ราคาหุ้นที่ปรับลดลงมามาก 4-11% หลังจากประกาศข้อเสนอ LTV ใหม่ ส่วนใหญได้สะท้อน
ผลกระทบที่อาจมากับมาตรการใหม่นี้ไปแล้ว บนสมมติฐานราคาเป้าหมายที่ลดลง 15% ซึ่งเป็นผลกระทบที่มากที่สุดที่เราคาดการณ์จากมาตรการ LTV ที่เข้มงวดขึ้น โดยราคาปิดล่าสุดยังคงให้ผลตอบแทนทั้งหมด (upside และอัตราผลตอบแทนเงินปันผลที่มากกว่า 10%) ยังคงเลือก SPALI ORI และ SC เป็นหุ้นเด่นในกลุ่ม
บล.ฟินันเซีย ไซรัสฯ มองประเด็นดังกล่าว จะส่งผลลบต่อกลุ่มอสังหาฯเป็นวงกว้าง แต่ไม่ได้รุนแรงอย่างที่ตลาดคาดไว้ว่าต้องวางดาวน์อย่างน้อย 25-30% จากเดิม 10-15% ผลกระทบในช่วงที่เหลือของปี คาดว่าจะเห็นการเร่งขายและโอนของผู้ประกอบการ ไปพร้อมกับการเร่งตัดสินใจซื้อของผู้บริโภคก่อนมาตรการจะมีผลบังคับ และการปรับขึ้นของดอกเบี้ย ขณะที่ปี 2562 คาดได้รับผลกระทบลบในแง่ของการระบายสต๊อกที่ช้าลง และความเสี่ยงต่อยอดโอนที่อาจไม่เป็นไปตามที่ตั้งไว้ ซึ่งจะทำให้มี Downside ต่อประมาณการกำไรของกลุ่ม อย่างไรก็ตาม เชื่อว่าผู้ประ กอบการจะมีการปรับตัว ทั้งแผนการเปิดโครงการใหม่และกลยุทธ์การขาย เพื่อรับกับมาตรการของธปท.ในระยะถัดไป
บล.ฟินันเซียฯ ให้คำแนะนำ เลือกเก็บหุ้นที่ปลอดภัย เลือก LH และ QH โดยมองว่าผู้ที่ได้รับผลกระทบมากที่สุดคือ ผู้ประกอบการที่มีสัดส่วนรายได้จากคอนโดฯสูง อย่าง ORI, LPN และ ANAN ซึ่งลูกค้ากว่า 20% ของการซื้อคอนโดฯเพื่อการเก็งกำไร ส่วนกลุ่มที่ขายราคามากกว่า 10 ล้านบาท คาดว่าได้รับผลกระทบจำกัด เนื่องจากลูกค้ามีกำลังซื้อ รวมถึงเดิมได้กำหนดให้วางเงินดาวน์ 15-20% อยู่แล้ว และมีลูกค้าบางส่วนจ่ายเป็นเงินสด ขณะที่ผู้ประกอบการมีความเสี่ยงตํ่า
ต่อมาตรการดังกล่าวจะเป็นผู้ที่เน้นโครงการแนวราบอย่าง LH และ QH ซึ่งมีสัดส่วนรายได้จากแนวราบ 80-85% และเป็นกลุ่มผู้ซื้อเพื่ออยู่อาศัยจริง บวกกับมีระยะเวลาระหว่างการซื้อและโอนที่สั้นเพียง 1-3 เดือน เทียบกับคอนโดฯที่ 1-3 ปี
หน้า 17-18 หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 38 ฉบับที่ 3,409 วันที่ 14 - 17 ตุลาคม 2561






