
บอนด์พุ่ง3%กดหุ้นร่วง
> ยีลด์แก็ปตลาดทุนกับพันธบัตรเหลือ1%
ผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐฯพุ่งแตะ 3.23% ขณะที่ตลาดหุ้นสหรัฐฯให้ผลตอบแทนเหลือ 4.25% ทำให้ส่วนต่างเหลือเพียง 1.02% ส่งผลให้เงินลงทุนในตลาดหุ้นทั่วโลกไหลกลับสู่ตลาดพันธบัตรสหรัฐฯ
ฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์(บล.) กสิกรไทย จำกัด (มหาชน) ระบุว่าค่าเงินดอลลาร์สหรัฐฯอ่อนค่าสวนทางกับอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯที่พุ่งสูงขึ้นเป็นสัญญาณชี้นำตลาดพันธบัตรเริ่มอ่อนตัว คาดว่า Bond Yield มีโอกาสปรับลดลงในช่วงปลายสัปดาห์นี้ และช่วยให้ตลาดหุ้น Emerging market มีโอกาสฟื้นตัว คาดว่าตลาดหุ้นไทยจะเคลื่อน ไหวดีขึ้นในกรอบ 1710-1750 แนะนำหุ้นที่ผลประกอบการไตรมาส 3/2561 ที่คาดว่าจะออกมาดี อาทิ HANA, GFPT, MEGA รวมถึงหุ้นปันผลสูงที่แนะนำ คือ TISCO, PTTGC
นายวัฒนา ชื่นจิตรวงษา ผู้เชี่ยวชาญด้านตลาดหุ้น ได้แสดงความคิดเห็นระบุว่า อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯอายุ 10 ปี อยู่ที่ระดับ 3.23% ส่งผลให้ตลาดหุ้นทั่วโลกปรับตัวลดลงอย่างรุนแรง ขณะที่ธนาคารกลางสหรัฐฯ หรือเฟดยังคงเดินหน้าปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบายอย่างต่อเนื่อง เพื่อลดความร้อนแรงของเศรษฐกิจสหรัฐฯลง โดยเฟดมีโอกาสจะปรับขึ้นดอกเบี้ยในเดือนธันวาคมนี้อีกหนึ่งครั้ง และในปีหน้าน่าจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอีก 3 ครั้ง ทำให้มีการโยกย้ายการลงทุนจากตลาดหุ้นไปสู่ตลาดพันธบัตร
เมื่อผลตอบแทนของพันธบัตรอยู่ในระดับตํ่า ขณะที่หุ้นสามารถจ่ายเงินปันผลได้สูงกว่าเมื่อเทียบกับการเอาเงินไปลงทุนในพันธบัตร เงินจึงถูกโยกไปยังตลาดหุ้น เพื่อรับผลตอบแทนที่สูงกว่า ทำให้ตลาดหุ้นปรับตัวขึ้น
อย่างไรก็ตาม ผลตอบแทนที่ได้จากหุ้นจะต้องสูงเพียงพอที่จะให้คนยอมที่จะโยกเงินจากพันธบัตรไป เพราะพันธบัตรรัฐบาลนั้นเป็นตราสารที่แทบจะปราศจากความเสี่ยง แต่การลงทุนในหุ้นนั้นมีความเสี่ยงสูงกว่ามาก นักลงทุนจึงเรียกร้อง risk premium เป็นผลตอบแทนส่วนเพิ่มเพื่อรับกับความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้น ซึ่งแน่นอนว่าพรีเมียมนั้นจะต้องมากพอ เช่น พันธบัตรให้ผลตอบแทน 1% แต่ลงทุนในหุ้นได้ 4% แม้จะมีความเสี่ยงแต่ก็ยังน่าสนใจ
ช่วงที่ผ่านมา เมื่อเทียบระหว่างผลตอบแทนของ S&P500 ที่ 4.5% ในปี 2016 กับ Bond Yield 10 ปี ที่ 1.5% จะเห็นว่ามีส่วนต่างถึง 3% ส่วนต่างนี้คือ Earning Yield gap หากสูงมากพอก็จะดึงดูดให้นักลงทุนเข้าสู่ตลาดหุ้น หลังจากนั้นเฟดได้ทยอยปรับดอกเบี้ยขึ้นอีกครั้งช่วงกลางปี 2016 และก็ปรับขึ้นมาอย่างต่อเนื่องปัจจุบันอยู่ในช่วงอัตราดอกเบี้ยขาขึ้นปัจจุบัน Bond Yield 10 ปี อยู่ที่ 3.23% และ 2 ปี อยู่ที่ 2.89% ขณะที่ Earning Yield ของ S&P500 ปัจจุบัน ลดลงมาเหลือ 4.25% ทำให้ส่วนต่าง Earning Yield gap เหลือเพียง 1.02% เมื่อเทียบกับ ปี 2016 ที่มีส่วนต่างสูงถึง 3%
เมื่อการลงทุนในตลาดหุ้นซึ่งนับว่ามีความเสี่ยงที่สูง แต่กลับให้ผลตอบแทนมากกว่าการลงทุนในพันธบัตรซึ่งถูกมองว่าปราศจากความเสี่ยงเพียงแค่ 1.02% เท่านั้น ทำให้นักลงทุนโยกเงินออกจากตลาดหุ้น กลับไปสู่ตลาดพันธบัตร เพราะมองว่าผลตอบแทนที่ได้เพิ่มเติมมานั้นไม่คุ้มความเสี่ยง ขณะที่แนวโน้มดอกเบี้ยยังคงเป็นขาขึ้นต่อไปอีก 2 ปี และเศรษฐกิจสหรัฐฯยังคงร้อนแรง พันธบัตรอาจให้ผลตอบแทนสูงขึ้นไปกว่านี้ จึงมีความเป็นไปได้ที่ Earning Yield gap จะยิ่งถูกบีบให้ตํ่าลง
เงินลงทุนถูกโยกย้ายออกมาจากตลาดหุ้น ไม่เฉพาะในสหรัฐฯ แต่เป็นการดึงเงินลงทุนกลับจากทั่วโลกบริษัทจดทะเบียนจะต้องมีผลกำไรที่เติบโตและให้ผลตอบแทนมากขึ้น เพื่อให้ Earning Yield gap กว้างขึ้น เพื่อดึงดูดนักลงทุนกลับมาในตลาดหุ้น การประกาศผลประกอบการไตรมาส 3 และการคาดการณ์ตัวเลขผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียน หากมีการปรับเป้ายอดขายหรือเป้ากำไรเพิ่มมากขึ้น นั่นก็เป็นสัญญาณบวกต่อตลาดหุ้น แต่หากตัวเลขมีแนวโน้มชะลอตัวลง หรือไม่ดีอย่างที่คิดไว้เงินจะไหลเข้าสู่ตลาดพันธบัตรมากยิ่งขึ้น เพราะแนวโน้ม Earning Yield gap จะลดลง จนไม่เหลือเหตุผลว่า ทำไมจะต้องเอาเงินไปเสี่ยงในตลาดหุ้น เพื่อแลกกับผลตอบแทนที่สูงกว่ากันไม่มาก
หน้า 17-18 หนังสือฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 38 ฉบับ 3,408 วันที่ 11-13 ตุลาคม 2561






