
‘ชาติชาย’ลั่น1 ปี 10 เดือน ขอสร้าง3ธนาคารใน1เดียว
หลังจากที่ประชุมคณะกรรมการ ธนาคารออมสิน มีมติอนุมัติต่อสัญญาจ้างนายชาติชาย พยุหนาวีชัย เพื่อดำรงตำแหน่งเป็นผู้อำนวยการ ธนาคารออมสินต่ออีก 1 สมัย โดยมีระยะเวลาตั้งแต่วันที่ 5 มกราคม 2562-14 มิถุนายน 2563 หลังจากที่ใกล้จะครบวาระ 4 ปีในเดือนมกราคม 2562 โดยได้ลงนามในสัญญาอย่างเป็นทางการไปเมื่อวันที่ 11 กันยายนที่ผ่านมา
[caption id="attachment_317571" align="aligncenter" width="335"]
“ชาติชาย” เปิดเผยว่า ระยะเวลาที่เหลือจากนี้ไปคือ 1 ปี 10 เดือน ซึ่งเรามีแผนยุทธศาสตร์ที่ทำไว้คือ 5 ปี แต่ที่ทำมา 4 ปี ยังไม่ถึงครึ่ง ดังนั้นที่จะทำต่อไปคือ จะพัฒนาธนาคารของเราออกมาในรูปแบบที่เป็น 3 ธนาคารอยู่ใน 1 ธนาคาร โดยธนาคารแรกเรียกว่า Traditional Bank เป็นการทำธุรกิจในรูปแบบปกติ คือรับฝากมาก็ปล่อยกู้ไป ทำบัตรเครดิต ช่วยเหลือเอสเอ็มอี หรือ สตาร์ตอัพ เหมือนธนาคารพาณิชย์ทั่วไป แต่ทำให้ดีที่สุดคือ ต้องเพิ่มความสะดวกสบายให้กับลูกค้า ลดต้นทุน และหากสามารถนำลูกค้าที่อยู่บนบริการเดิมๆมาสู่ดิจิตอล แบงกิ้งได้ จะสามารถลดต้นทุน และมีเวลาเหลือที่จะขายผลิตภัณฑ์หรือบริการต่างๆของธนาคารได้มากขึ้น จะสามารถจัดการกับต้นทุนที่ลดลงและเพิ่มรายได้ธุรกิจเดิมให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น
ขณะเดียวกัน ก็จะพัฒนา Digital Banking ให้สามารถรองรับจนคนไม่ต้องเดินมาเปิดบัญชี ไม่ต้องมีบัตรหรือสมุดบัญชี ให้เป็น e-book ธนาคารต้องปรับเปลี่ยนให้เป็นดิจิตอล แบงกิ้งเต็มรูปแบบอีก 1 ธนาคาร ต่อไปคนไม่ต้องเดินมาที่ธนาคาร โดยลูกค้าจะมาธนาคารเดิมที่ค่อยๆพัฒนาสู่ดิจิตอลมากขึ้น แต่จะย้ายในทันทีก็คงเป็นไปไม่ได้ แต่ถ้าเราไม่พัฒนาผลิตภัณฑ์ เทคโนโลยีให้ทันสมัย แต่ดิจิตอลของเราจะไม่เหมือนธนาคารพาณิชย์ เพราะจะมีบริการในลักษณะที่เป็น Social Digital Banking เช่น เราอาจจะเป็นศูนย์รวมวิทยาการทางการแพทย์ หรือเป็นศูนย์ข้อมูลท่องเที่ยวในแต่ละจังหวัด เพราะมีกว่า 1,000 สาขาทั่วประเทศ
เมื่อมีการนำดิจิตอลมาใช้มากขึ้น จะทำให้สามารถโอนพนักงานที่เหลือมาอยู่ในส่วนที่เป็น Social Banking และจะทำแบบจริงจัง ช่วยเหลือชุมชน ช่วยเหลือผู้สูงวัย เด็ก เยาวชน ผู้ด้อยโอกาส กลุ่มฐานราก หนี้นอกระบบและช่วยเหลือเศรษฐกิจที่ยังต้องการความช่วยเหลือมากๆ
ดังนั้นเราจะบริหารให้เห็นว่า เรามี 3 ธนาคาร ใน 1 ธนาคารและจะเห็นภาพที่ชัดเจนว่า ออมสินไม่เคยทิ้งประชาชน เราจะทำจริงจังว่า เราจะดูแลคน ดูแลชุมชน ดิจิตอลแบงก์ จะเป็น New Business ที่เราต้องขึ้นมาเพื่อรองรับ Disruption ในอนาคตด้วย เพราะธุรกิจแบงก์จะหายไป ต้องหาธุรกิจใหม่ๆ เพราะฉะนั้นในดิจิตอลแบงก์ จะมีทั้งที่เป็นธุรกิจเดิมที่เป็นการใช้ดิจิตอลมากขึ้น แต่ในอนาคตอาจจะเป็นฟินเทคที่มีเทคโนโลยีใหม่ๆ ซึ่งจะมีอีก 30 Venture Capital ที่จะเข้ามาช่วยในการหาธุรกิจใหม่ๆด้วย
วันนี้คิดว่า สิ่งที่ธนาคารมองคือ ลดต้นทุนเป็นหลัก เพราะผู้คุมกฎมีการควบคุม เพื่อให้ผู้บริโภคได้ประโยชน์ โดยการลดค่าธรรมเนียม ดังนั้นธุรกิจเดิมๆ ถูก Disruptive โดยผู้คุมกฎที่ต้องการดูแลผู้บริโภค ทำให้รายได้หายไป ดังนั้นเราต้องลดต้นทุนด้วยการใช้ดิจิตอล เช่น การดูแลผ่านดิจิตอล ต้นทุนไม่ถึง 1 บาท แต่ถ้าผ่านเคาน์เตอร์ต้นทุนครั้งละ 18 บาท
ดิจิตอลแบงก์ วันนี้มีหน้าที่หลักในการลดต้นทุนมากกว่าหารายได้ ส่วนการหารายได้ในอนาคต อาจจะต้องเป็นการเชื่อมโยงธุรกิจใหม่ ที่นอกเหนือจากธุรกิจแบงก์ในปัจจุบัน อย่างที่เรากำลังขออนุญาตจากธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ในการทำ e-Market Place ซึ่งหากอนุญาติให้เราแบ่งส่วนกำไรจากการทำธุรกรรมทางการเงิน ก็จะเป็นธุรกิจใหม่ จากปัจจุบันที่เป็นเพียง Gate ways รับชำระโอนเงิน เก็บค่าธรรมเนียมเดิมๆ แต่ในอนาคตถ้านำสินค้ามาขายแล้วได้ค่าคอมมิสชันด้วย ก็จะเป็นรายได้ใหม่ ที่ไม่เคยได้และทำให้ธนาคารอยู่ได้หรือร่วมมือกับรัฐวิสาหกิจ อื่นๆในการหารายได้เพิ่มเติมเข้ามาได้
หน้า 23-24 หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ฉบับที่ 3,401 วันที่ 16 - 19 กันยายน พ.ศ. 2561






