
อีสท์วอเตอร์รับมือนํ้าฉะเชิงเทราขาด ใช้3มาตรการหาแหล่งสำรองแก้วิกฤติ
อีสท์วอเตอร์ ยันส่งน้ำดิบป้อนอุตสาหกรรมมาบตาพุดเพียงพอในหน้าแล้งนี้ และมีเหลือส่งให้ชลบุรี แต่เป็นห่วงพื้นที่จ.ฉะเชิงเทรา ยังขาดน้ำอยู่อีก 8 ล้านลบ.ม. ต้องใช้ 3 มาตรการเข้าช่วยเหลือ หาแหล่งสำรองจากบ่อดินช่วย ส่งประปาจากชลบุรีมาเสริม และประสานกรมชลประทานเพิ่มน้ำในคลองพระองค์ไชยานุชิต หวังผ่านพ้นวิกฤติในช่วง 7 เดือน
[caption id="attachment_31747" align="aligncenter" width="503"]
ความต้องการใช้น้ำพื้นที่จังหวัดฉะเชิงเทรา ปี 2559[/caption]
นายเจริญสุข วรพรรณโสภาค รองกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ สายปฏิบัติการ บริษัท จัดการและพัฒนาทรัพยากรน้ำภาคตะวันออกฯหรืออีสท์ วอเตอร์ เปิดเผยกับ"ฐานเศรษฐกิจ"ว่า สำหรับปัญหาภัยแล้งที่เกิดขึ้นในปีนี้ ที่หลายฝ่ายมีความกังวลว่าจะส่งผลต่อการใช้น้ำในภาคอุตสาหกรรมไปด้วยนั้น โดยในส่วนของบริษัทที่รับผิดชอบการจัดสรรน้ำในภาคตะวันออก ในจังหวัดระยอง ยังยืนยันว่าปริมาณน้ำดิบที่อยู่ใน 3 อ่างเก็บน้ำ ได้แก่ หนองปลาไหล ดอกกรายและคลองใหญ่อยู่ในสถานการณ์ที่มีน้ำอยู่ระดับ 78% หรือมีปริมาณอยู่ที่ 224 ล้านลูกบาศก์เมตรของความจุอ่าง ขณะที่ความต้องการใช้น้ำในทุกภาคส่วนประมาณ 1 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อวัน เป็นน้ำที่ใช้ในภาคอุตสาหกรรมประมาณ 7.5 แสนลูกบาศก์เมตรต่อวัน ซึ่งปริมาณน้ำที่มีอยู่จึงสามารถรองรับความต้องการใช้ไปได้อีก 7 เดือน
ส่วนพื้นที่ในจังหวัดชลบุรี แม้ว่าปริมาณน้ำใน 2 อ่างเก็บน้ำ ได้แก่ บางพระ และหนองค้อ มีปริมาณน้ำอยู่ในระดับ 32 % หรือราว 44.6 ล้านลูกบาศก์เมตร แม้ว่าจะอยู่ในระดับต่ำ แต่สามารถผันน้ำจากอ่างเก็บน้ำหนองปลาไหลส่งเข้าไปช่วยได้ 1.6 แสนลูกบาศก์เมตรต่อวัน และท่อเส้นที่ 2 จะก่อสร้างแล้วเสร็จในเดือนพฤษภาคมนี้ ซึ่งส่งน้ำจากอ่างเก็บน้ำหนองปลาไหลมาหนองค้อได้อีก 5 หมื่นลูกบาศก์เมตร เพิ่มขึ้นอีก จึงไม่น่ามีปัญหาแต่อย่างใดตลอดช่วงหน้าแล้งนี้
อย่างไรก็ตาม เพื่อความไม่ประมาทหากเกิดปัญหาภัยแล้งเข้าสู่ขั้นวิกฤติ บริษัทได้มีแผนสำรองที่จะสูบน้ำจากอ่างเก็บน้ำประแสร์ที่มีปริมาณน้ำอยู่ 221 ล้านลูกบาศก์เมตร สูบส่งมาตามท่อที่มีอยู่แล้วมาลงอ่างเก็บน้ำคลองใหญ่ในระดับ 2.8 แสนลูกบาศก์เมตรต่อวัน รวมถึงท่อเส้นที่ 2 จากประแสร์มาลงอ่างเก็บน้ำหนองปลาไหล ซึ่งจะแล้วเสร็จในช่วงไตรมาสที่ 3 ของปีนี้ จะสามารถสูบได้อีก 2.8 แสนลูกบาศก์เมตรต่อวัน ซึ่งจะสามารถรองรับความต้องการใช้น้ำในนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุดที่ขยายตัวในปีนี้ 3-4 % ได้ จากปีก่อนขยายตัว 6 %
นายเจริญสุข กล่าวอีกว่า แต่สำหรับพื้นที่ที่น่าเป็นห่วงจากปัญหาภัยแล้งจะอยู่ในเขตจังหวัดฉะเชิงเทรา เนื่องจากการใช้น้ำในภาคส่วนต่างๆ ต้องพึ่งน้ำจากคลองพระองค์ไชยานุชิตที่ผันน้ำจากแม่น้ำเจ้าพระยาและป่าสัก ซึ่งมีปริมาณน้ำน้อยอยู่แล้ว จึงกระทบกับปริมาณน้ำในคลองพระองค์ไชยานุชิตที่ต้องป้อนน้ำให้จังหวัดฉะเชิงเทราที่มีความต้องการในช่วงเดือนมกราคม-กรกฎาคม หรือช่วง 7เดือนปีนี้ อยู่ที่ประมาณ 74 ล้านลูกบาศก์เมตร ซึ่งยังขาดอยู่อีก 8 ล้านลูกบาศก์เมตร ถือว่ายังอยู่ในช่วงวิกฤติใน 7 เดือนนี้
ทั้งนี้ การแก้ปัญหาปริมาณน้ำที่ขาดนี้ ทางบริษัทได้มีการหารือกับหลายหน่วยงานที่จะต้องจัดหาน้ำมาเสริมให้เพียงพอต่อความต้องการ โดยจะมาจากการหาแหล่งน้ำจากบ่อดินมาเสริม ร่วมกับทางการประปาส่วนภูมิภาค จังหวัดชลบุรีไปช่วยเหลือ และประสานกับกรมชลประทานช่วยในการหาน้ำมาเพิ่มในคลองพระองค์ไชยานุชิต ในขณะที่บริษัทได้จัดหาน้ำจากแหล่งน้ำสำรองหรือบ่อดินในจังหวัดชลบุรีส่งไปให้ลูกค้า 7 หมื่นลูกบาศก์เมตรต่อวัน แบ่งเป็น ลูกค้าอุตสาหกรรม 4 หมื่นลูกบาศก์เมตรต่อวัน และการประปาฉะเชิงเทรา 3 หมื่นลูกบาศก์เมตรต่อวัน
นอกจากนี้ ยังมีมาตรการรณรงค์ให้กลุ่มลูกค้าอุตสาหกรรม และครัวเรือน ช่วยกันประหยัดการใช้น้ำให้ได้ 20 % ของความต้องการ ผ่านมาตรการต่างๆ ซึ่งเชื่อว่าจากการดำเนินงานดังกล่าวจะทำให้ปัญหาภัยแล้งของฉะเชิงเทราผ่านพ้นไปได้
ส่วนการลงทุนของบริษัท ในปีนี้ยอมรับว่าคงจะไม่มีการลงทุนเพิ่มเติม เนื่องจากได้มีการลงทุนไป เมื่อ2-3 ปีก่อน แต่จะมีการศึกษาถึงความเป็นไปได้ในแผนการลงทุนอีก 2 ปีข้างหน้า ที่จะลงทุนโครงการวางท่อส่งน้ำจากคลองหลวง จังหวัดชลบุรี มายังพื้นที่รอยต่อกับจังหวัดระยอง ระยะทาง 50 กิโลเมตร เพื่อรองรับนโยบายการส่งเสริมซูเปอร์คลัสเตอร์ ที่จะเข้ามาลงทุนในนิคมอุตสาหกรรม 4-5 แห่ง ในพื้นที่ดังกล่าว อาจจะต้องใช้เงินลงทุนกว่า 1 พันล้านบาท
รวมถึงการศึกษาความเป็นไปได้ที่จะลงทุนผลิตน้ำประปาให้กับพื้นที่อำเภอหัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ และหากทางการประปาส่วนภูมิภาค ภูเก็ต เปิดประมูลให้เอกชนเข้าดำเนินการผลิตน้ำประปา ทางบริษัทก็มีความสนใจที่จะเข้าประมูลแข่ง เพราะสามารถจัดหาแหล่งน้ำดิบจากจังหวัดพังงาตั้งโรงงานผลิตน้ำประปาส่งให้ภูเก็ตได้
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 36 ฉบับที่ 3,131 วันที่ 14 - 17 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559
[caption id="attachment_31747" align="aligncenter" width="503"]
นายเจริญสุข วรพรรณโสภาค รองกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ สายปฏิบัติการ บริษัท จัดการและพัฒนาทรัพยากรน้ำภาคตะวันออกฯหรืออีสท์ วอเตอร์ เปิดเผยกับ"ฐานเศรษฐกิจ"ว่า สำหรับปัญหาภัยแล้งที่เกิดขึ้นในปีนี้ ที่หลายฝ่ายมีความกังวลว่าจะส่งผลต่อการใช้น้ำในภาคอุตสาหกรรมไปด้วยนั้น โดยในส่วนของบริษัทที่รับผิดชอบการจัดสรรน้ำในภาคตะวันออก ในจังหวัดระยอง ยังยืนยันว่าปริมาณน้ำดิบที่อยู่ใน 3 อ่างเก็บน้ำ ได้แก่ หนองปลาไหล ดอกกรายและคลองใหญ่อยู่ในสถานการณ์ที่มีน้ำอยู่ระดับ 78% หรือมีปริมาณอยู่ที่ 224 ล้านลูกบาศก์เมตรของความจุอ่าง ขณะที่ความต้องการใช้น้ำในทุกภาคส่วนประมาณ 1 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อวัน เป็นน้ำที่ใช้ในภาคอุตสาหกรรมประมาณ 7.5 แสนลูกบาศก์เมตรต่อวัน ซึ่งปริมาณน้ำที่มีอยู่จึงสามารถรองรับความต้องการใช้ไปได้อีก 7 เดือน
ส่วนพื้นที่ในจังหวัดชลบุรี แม้ว่าปริมาณน้ำใน 2 อ่างเก็บน้ำ ได้แก่ บางพระ และหนองค้อ มีปริมาณน้ำอยู่ในระดับ 32 % หรือราว 44.6 ล้านลูกบาศก์เมตร แม้ว่าจะอยู่ในระดับต่ำ แต่สามารถผันน้ำจากอ่างเก็บน้ำหนองปลาไหลส่งเข้าไปช่วยได้ 1.6 แสนลูกบาศก์เมตรต่อวัน และท่อเส้นที่ 2 จะก่อสร้างแล้วเสร็จในเดือนพฤษภาคมนี้ ซึ่งส่งน้ำจากอ่างเก็บน้ำหนองปลาไหลมาหนองค้อได้อีก 5 หมื่นลูกบาศก์เมตร เพิ่มขึ้นอีก จึงไม่น่ามีปัญหาแต่อย่างใดตลอดช่วงหน้าแล้งนี้
อย่างไรก็ตาม เพื่อความไม่ประมาทหากเกิดปัญหาภัยแล้งเข้าสู่ขั้นวิกฤติ บริษัทได้มีแผนสำรองที่จะสูบน้ำจากอ่างเก็บน้ำประแสร์ที่มีปริมาณน้ำอยู่ 221 ล้านลูกบาศก์เมตร สูบส่งมาตามท่อที่มีอยู่แล้วมาลงอ่างเก็บน้ำคลองใหญ่ในระดับ 2.8 แสนลูกบาศก์เมตรต่อวัน รวมถึงท่อเส้นที่ 2 จากประแสร์มาลงอ่างเก็บน้ำหนองปลาไหล ซึ่งจะแล้วเสร็จในช่วงไตรมาสที่ 3 ของปีนี้ จะสามารถสูบได้อีก 2.8 แสนลูกบาศก์เมตรต่อวัน ซึ่งจะสามารถรองรับความต้องการใช้น้ำในนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุดที่ขยายตัวในปีนี้ 3-4 % ได้ จากปีก่อนขยายตัว 6 %
นายเจริญสุข กล่าวอีกว่า แต่สำหรับพื้นที่ที่น่าเป็นห่วงจากปัญหาภัยแล้งจะอยู่ในเขตจังหวัดฉะเชิงเทรา เนื่องจากการใช้น้ำในภาคส่วนต่างๆ ต้องพึ่งน้ำจากคลองพระองค์ไชยานุชิตที่ผันน้ำจากแม่น้ำเจ้าพระยาและป่าสัก ซึ่งมีปริมาณน้ำน้อยอยู่แล้ว จึงกระทบกับปริมาณน้ำในคลองพระองค์ไชยานุชิตที่ต้องป้อนน้ำให้จังหวัดฉะเชิงเทราที่มีความต้องการในช่วงเดือนมกราคม-กรกฎาคม หรือช่วง 7เดือนปีนี้ อยู่ที่ประมาณ 74 ล้านลูกบาศก์เมตร ซึ่งยังขาดอยู่อีก 8 ล้านลูกบาศก์เมตร ถือว่ายังอยู่ในช่วงวิกฤติใน 7 เดือนนี้
ทั้งนี้ การแก้ปัญหาปริมาณน้ำที่ขาดนี้ ทางบริษัทได้มีการหารือกับหลายหน่วยงานที่จะต้องจัดหาน้ำมาเสริมให้เพียงพอต่อความต้องการ โดยจะมาจากการหาแหล่งน้ำจากบ่อดินมาเสริม ร่วมกับทางการประปาส่วนภูมิภาค จังหวัดชลบุรีไปช่วยเหลือ และประสานกับกรมชลประทานช่วยในการหาน้ำมาเพิ่มในคลองพระองค์ไชยานุชิต ในขณะที่บริษัทได้จัดหาน้ำจากแหล่งน้ำสำรองหรือบ่อดินในจังหวัดชลบุรีส่งไปให้ลูกค้า 7 หมื่นลูกบาศก์เมตรต่อวัน แบ่งเป็น ลูกค้าอุตสาหกรรม 4 หมื่นลูกบาศก์เมตรต่อวัน และการประปาฉะเชิงเทรา 3 หมื่นลูกบาศก์เมตรต่อวัน
นอกจากนี้ ยังมีมาตรการรณรงค์ให้กลุ่มลูกค้าอุตสาหกรรม และครัวเรือน ช่วยกันประหยัดการใช้น้ำให้ได้ 20 % ของความต้องการ ผ่านมาตรการต่างๆ ซึ่งเชื่อว่าจากการดำเนินงานดังกล่าวจะทำให้ปัญหาภัยแล้งของฉะเชิงเทราผ่านพ้นไปได้
ส่วนการลงทุนของบริษัท ในปีนี้ยอมรับว่าคงจะไม่มีการลงทุนเพิ่มเติม เนื่องจากได้มีการลงทุนไป เมื่อ2-3 ปีก่อน แต่จะมีการศึกษาถึงความเป็นไปได้ในแผนการลงทุนอีก 2 ปีข้างหน้า ที่จะลงทุนโครงการวางท่อส่งน้ำจากคลองหลวง จังหวัดชลบุรี มายังพื้นที่รอยต่อกับจังหวัดระยอง ระยะทาง 50 กิโลเมตร เพื่อรองรับนโยบายการส่งเสริมซูเปอร์คลัสเตอร์ ที่จะเข้ามาลงทุนในนิคมอุตสาหกรรม 4-5 แห่ง ในพื้นที่ดังกล่าว อาจจะต้องใช้เงินลงทุนกว่า 1 พันล้านบาท
รวมถึงการศึกษาความเป็นไปได้ที่จะลงทุนผลิตน้ำประปาให้กับพื้นที่อำเภอหัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ และหากทางการประปาส่วนภูมิภาค ภูเก็ต เปิดประมูลให้เอกชนเข้าดำเนินการผลิตน้ำประปา ทางบริษัทก็มีความสนใจที่จะเข้าประมูลแข่ง เพราะสามารถจัดหาแหล่งน้ำดิบจากจังหวัดพังงาตั้งโรงงานผลิตน้ำประปาส่งให้ภูเก็ตได้
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 36 ฉบับที่ 3,131 วันที่ 14 - 17 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559






