thansettakij
thansettakij
‘บุญทักษ์’ห่วงกระทบSMEs บาเซล 3 เพิ่มระดับเงินกองทุน 2 ชั้น นํ้าหนักความเสี่ยง 100%

‘บุญทักษ์’ห่วงกระทบSMEs บาเซล 3 เพิ่มระดับเงินกองทุน 2 ชั้น นํ้าหนักความเสี่ยง 100%

17 ก.พ. 59 | 02:00 น.
อัปเดตล่าสุด :15 พ.ค. 59 | 13:51 น.
แบงก์ไทยศึกษาเกณฑ์ "บาเซล 3" เพิ่มกันชน "ระดับเงินกองทุนอีก 2 ชั้น" ภายใต้กรอบเวลา ปี2559-2562 ด้านประธานสมาคมแบงก์ "บุญทักษ์" รับหวั่นผลกระทบโดยเฉพาะสินเชื่อเอสเอ็มอีที่ยังมีปัญหางบการเงิน น้ำหนักความเสี่ยงจะขยับเป็น 100% จาก 75% แต่ทั้งนี้ยังอยู่ในขั้นฟังความคิดเห็นหรือ hearing

[caption id="attachment_31726" align="aligncenter" width="475"] เงินกองทุนต่อสินทรัพย์เสี่ยง (BIS) ตามเกณฑ์บาเซล 3 เงินกองทุนต่อสินทรัพย์เสี่ยง (BIS) ตามเกณฑ์บาเซล 3[/caption]

นายบุญทักษ์ หวังเจริญ ประธานสมาคมธนาคารไทย และในฐานะประธานเจ้าหน้าที่บริหารธนาคารทหารไทย จำกัด(มหาชน)(บมจ.) เปิดเผยกับ "ฐานเศรษฐกิจ" ถึงแนวโน้มการปรับเพิ่มหลักเกณฑ์ "การคำนวณและดำรงเงินกองทุนตามมาตรฐานบาเซล 3 ตามประกาศของธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.)เพิ่มระดับเงินกองทุนอีก 2 ชั้นซึ่งจะเริ่มในปี 2559 - 2562 ว่า หลักเกณฑ์บาเซล 3 นั้นยังอยู่ระหว่างการศึกษา โดยมีการพูดถึงสินเชื่อธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม(เอสเอ็มอี) กรณีผู้ประกอบการที่ไม่มีงบการเงิน จะเพิ่มน้ำหนักความเสี่ยงจาก 75% เป็น 100% ซึ่งเรื่องของน้ำหนักความเสี่ยงดังกล่าวกรณีในต่างประเทศไม่ว่าจะเป็นยุโรปหรือสหรัฐอเมริกา ได้ให้โอกาสลูกค้าจัดทำข้อมูลที่สมบูรณ์

แต่สำหรับประเทศไทยต้องพัฒนาให้ลูกค้าเอสเอ็มอี มีระบบข้อมูลทางการเงินที่โปร่งใส แม้จะใช้เวลานานก็ตาม โดยสิ่งที่รัฐบาลพยายามทำเวลานี้ และถือว่าสอดคล้องแนวทางดังกล่าวอาทิ มาตรการให้ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีทำบัญชีเดียว โดยที่ภาครัฐได้จูงใจให้เอสเอ็มอีเข้าสู่ระบบโดยการลดภาษีเงินได้ให้ นอกจากนี้จากการที่พระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.)หลักประกันทางธุรกิจจะมีผลบังคับใช้ ทำให้ "สินค้าคงคลัง" สามารถใช้เป็นหลักประกันโดยไม่ต้องส่งมอบ ถือเป็นการพัฒนาทำให้ลูกค้าเอสเอ็มอีสามารถเข้าถึงแหล่งเงินและอีกด้านคือ สร้างความเป็นไปได้ของธุรกิจ

"หลักเกณฑ์บาเซล 3 นั้นยังกำลังศึกษาอยู่ในระดับรับฟังความคิดเห็นหรือ Hearing โดยเป็นเรื่องของน้ำหนักความเสี่ยงที่พยายามวัดความเสี่ยงของแบงก์ผ่านตัวลูกค้าเอสเอ็มอี เพราะในต่างประเทศทั้งยุโรปและสหรัฐอเมริกาลูกค้ามีโอกาสจัดทำข้อมูลที่สมบูรณ์แต่ประเทศไทยยังอยู่ในขั้นเตรียมความพร้อมและพัฒนาความสามารถ"

สอดคล้องกับแหล่งข่าวจากธนาคารขนาดใหญ่แห่งหนึ่งกล่าวว่า แนวคิดเกี่ยวกับหลักเกณฑ์บาเซล 3 ขณะนี้ยังเป็นแค่ข้อหารือ ซึ่งทางธปท.อยู่ระหว่างการติดตามเช่นกันเช่นกรณีที่ธนาคารมีการปล่อยสินเชื่อบ้าน ในแง่ของการจัดน้ำหนักความเสี่ยงสินเชื่อต่อหลักประกัน หรือความสามารถในการชำระหนี้ เช่น กรณีการกำหนดอัตราส่วนเงินให้สินเชื่อต่อมูลค่าหลักประกันสำหรับสินเชื่อที่อยู่อาศัย( Loan to Value Ratio) ซึ่งมีวัตถุประสงค์เพื่อป้องกันความเสี่ยงจากสินเชื่อดังกล่าวที่อาจเพิ่มขึ้นในระยะข้างหน้า หากLoan to Value ต่ำโอกาสที่ผู้กู้จะจ่ายเงินดาวน์ก็จะต้องสูง ซึ่งในทางความเป็นจริงหากเป็นผู้มีรายได้น้อยจะสามารถรับความเสี่ยงได้หรือไม่ ดังนั้นการทำธุรกิจกับลูกค้ากลุ่มนี้จะถูกคิดดอกเบี้ยอัตราที่แพงขึ้นมาก และอาจทำให้สินเชื่อบ้านถูกจัดน้ำหนักความเสี่ยงตั้งแต่ 75-120% ดังนั้นภายใต้เกณฑ์ใหม่จะทำให้ต้นทุนสินเชื่อบ้านแพงขึ้นในอนาคตซึ่งเวลานี้ยังไม่มีใครบอกว่าจะนำวิธีการเพิ่มเรื่องกฎเกณฑ์เงินกองทุนมาใช้ แต่ก่อนจะนำมาใช้ปฏิบัติก็ต้องผ่านประชาพิจารณ์ก่อน

ทั้งนี้ในหลักการมาตรฐานบาเซล 3 นั้นเพิ่มความเข้มงวดของคุณภาพเงินกองทุนให้สถาบันการเงินแต่ละแห่งมีความแข็งแกร่ง โดยได้กำหนดให้ธนาคารต้องมีอัตราส่วนเงินกองทุนต่อสินทรัพย์เสี่ยงขั้นต่ำ(Capital Adequacy Ratio: CAR)โดยธนาคารต้องเพิ่มอัตราส่วนใหม่ในการสะสมทุ โดยต้องมี CAR เพิ่มอีก 2 ชั้นคือ

1. เพื่อรองรับผลขาดทุนในภาวะวิกฤต( Conservation Buffer) ในอัตรา 2.5% ของสินทรัพย์เสี่ยง เป็นอัตราส่วนภาคบังคับ คือ ปัจจุบันอัตราเงินกองทุนต่อสินทรัพย์ขั้นต่ำเท่ากับ 8.5% และเพิ่มอีก 2.5% จึงมีเงินกองทุนสะสมเป็น 11% และ 2. ให้ดำรงเงินกองทุนCARเพิ่มเติมเพื่อลดความรุนแรงของวัฏจักรเศรษฐกิจ (Countercyclical Buffer) อีก 0-2.5% ซึ่งเป็นอัตราส่วนภาคสมัครใจที่เพิ่มเติมตามภาวะ ซึ่งกรณีที่เงินกองทุนไม่ครบธนาคารจะไม่สามารถจ่ายเงินปันผลหรือเงินโบนัส

นายดอน นาครทรรพ ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายกลยุทธ์สถาบันการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.)กล่าวว่า หลักการของบาเซล 3 ในเรื่องทุนนั้น ก็เพื่อรองรับทั้งในสถานการณ์ระบบการเงินโลกที่ขึ้นลงตามวัฏจักรธุรกิจ และความเสี่ยงด้านสภาพคล่อง Stable Capital ratio และขณะนี้ธนาคารพาณิชย์ไทยก็มีเงินกองทุนสูงกว่า 17% ซึ่งการมีเงินกองทุนยิ่งมาก ก็ยิ่งสะท้อนถึงความแข็งแกร่ง อีกส่วนคือ Expect Loss ซึ่งไม่ได้อยู่ในบาเซล3 แต่เป็นเรื่องประเมินหรือคาดการณ์การปล่อยกู้ ยกตัวอย่างการปล่อยกู้ให้บริษัทหนึ่งๆ ทางสถาบันต้องประเมินว่าโอกาสผิดนัดชำระหนี้มีความเป็นไปได้มากน้อยเพียงไร แม้ว่าจะบริษัทลูกค้าจะเป็นหนี้ปกติ โดยรายละเอียดเกณฑ์การบังคับใช้ในส่วนของประเทศไทยยังไม่มีความชัดเจนในการดำเนินการเรื่องนี้

อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันธปท.กำหนดเรื่อง LCR ( Liquidity Coverage Ratio :LCR) หลักเกณฑ์การดำรงสินทรัพย์สภาพคล่องเพื่อรองรับสถานการณ์ด้านสภาพคล่องที่มีความรุนแรง โดยกำหนดให้ธนาคารพาณิชย์เริ่มดำรงอัตราส่วน LCRไม่ต่ำกว่า 60%ของประมาณการกระแสเงินสดไหลออกสุทธิใน 30วันโดยมีผลบังคับใช้ 1 มกราคม2559 และทยอยปรับเพิ่มขึ้น 10%ในแต่ละปีจนครบ 100%ในปี2563

"ที่ผ่านมาไตรมาส3/58 แบงก์ไทยมีความแข็งแกร่งด้านเงินกองทุนกว่า 17% ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ที่ธปท.กำหนดอยู่แล้ว ส่วนในภาวะเศรษฐกิจชะลอตัว หนี้เสียหรือเอ็นพีแอลเพิ่ม หากแบงก์ยังมีกำไรสูงถึงหลัก 5หมื่นล้านบาท ก็สะท้อนถึงความพร้อมของแบงก์ในการรับมือกับหลักเกณฑ์เงินกองทุนได้"

จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 36 ฉบับที่ 3,131 วันที่ 14 - 17 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559
  • แท็กที่เกี่ยวข้อง
  • money_market