
ปรับพอร์ตลงทุนรับหุ้นแกว่ง มั่นใจต่างชาติไม่ทิ้งไทย เศรษฐกิจยังแกร่ง
ปีนี้น่าจะเป็นอีกปีที่ท้าทายสำหรับธุรกิจกองทุนรวมไม่ว่าจะเป็นการลงทุนทั้งในและต่างประเทศ เพราะตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมา ภาวะเศรษฐกิจและการลงทุนมีความผันผวนต่อเนื่องหลังจากเกิดความตึงเครียดทางการค้าระหว่าง 2 ประเทศมหาอำนาจยักษ์ใหญ่ อย่างจีนและสหรัฐฯ ตั้งแต่ปลายเดือนเมษายน จนถึงวันนี้ ก็ยังไม่มีใครสามารถประเมินได้ว่า จะจบลงเมื่อใดและอย่างไร เพราะยังไม่มีใครคาดเดาท่าทีของนายโดนัลด์ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯได้
เมื่อประกอบกับแนวโน้มการขึ้นดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯที่ชัดเจนแล้วว่า มากกว่าที่ตลาดคาดการณ์ ทำให้ตลาดเกิดการเทขายสินทรัพย์เสี่ยงของกลุ่มประเทศกำลังพัฒนา โดยเฉพาะในภูมิภาคเอเชีย ซึ่งรวมถึงไทยด้วย ทำให้ตลาดหุ้นไทยในช่วงเดือนมิถุนายนลดลงประมาณ 5.3% และตลาดเกิดใหม่ลดลงประมาณ 4.6%
ขณะที่ผลตอบแทนเฉลี่ยของกองทุนรวมจากต้นปีจนถึงเดือนพฤษภาคมยังให้ผลตอบแทนที่ไม่ค่อยดีนัก ดังนั้นสิ่งสำคัญคือ นักลงทุนควรมีการจัดสรรสินทรัพย์ในการลงทุน(Asset allocation)ที่ดี เพื่อลดความเสี่ยงของพอร์ตการลงทุนและสามารถสร้างผลตอบแทนตามที่ได้ตั้งเป้าหมายไว้ในระยะยาว
นายวิทัยรัตนากร เลขาธิการกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ(กบข.)กล่าวว่า กบข.ได้ปรับกลยุทธ์ลงทุนระยะสั้น ด้วยการลดสัดส่วนสินทรัพย์เสี่ยงและลดอายุพันธบัตรเหลือประมาณ 2 ปี เพื่อลดผลกระทบจากเหตุการณ์ดังกล่าวไว้ล่วงหน้าแล้วบางส่วน แต่ก็คาดว่าสถานการณ์ผันผวนจะคงต่อเนื่องไปอีกระยะ ส่งผลให้แนวโน้มผลตอบแทนการลงทุนในระยะสั้นอาจไม่ดีนัก แม้กบข.จะเป็นกองทุนระยะยาว สมาชิกจะนำเงินออกจากกบข.ได้ก็ต่อเมื่อออกจากราชการหรือเกษียณอายุราชการเท่านั้น
แต่สำหรับสมาชิกที่มีความกังวลใจต่อภาวะเศรษฐกิจที่กำลังผันผวนอยู่ในขณะนี้ สามารถปรับเปลี่ยนแผนลงทุนไปเป็นแผนที่มีความผันผวนตํ่าความเสี่ยงตํ่า เช่นแผนตลาดเงิน หรือแผนตราสารหนี้ ได้ โดยสมาชิกสามารถดำเนินการเปลี่ยนแผนลงทุนได้ด้วยตนเองผ่านเว็บไซต์กบข.หรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ Call centerกบข.ได้โดยตรงที่ 1179 กด 6
[caption id="attachment_300876" align="aligncenter" width="336"]
ด้านนายพจน์ หะริณสุต ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน วรรณ จำกัด บอกว่า การไหลกลับของเงินทุนช่วงนี้เป็นการปรับพอร์ต(Asset Allocation) ของนักลงทุนต่างชาติ แต่ไม่ได้หมายความว่าต่างชาติจะไม่สนใจหุ้นในตลาดเกิดใหม่รวมถึงไทยอีกต่อไป ซึ่งหากภาพเศรษฐกิจของเอเชียแข็งแกร่งขึ้นชัดเจนหรือมีความเชื่อมั่นจากปัจจัยในประเทศอื่นๆที่เอื้อต่อความน่าสนใจลงทุน โอกาสที่เงินทุนจะไหลกลับเข้ามาก็ยังมีอยู่เช่นเดิม
การเคลื่อนไหวของดัชนีหุ้นไทยมาจากปัจจัยภายในประเทศเป็นหลัก โดยยังเชื่อมั่นในการฟื้นตัวของเศรษฐกิจแม้ว่า การฟื้นตัวเศรษฐกิจจะมาจากการส่งออกและการท่องเที่ยวเป็นหลัก แต่ยังมีการสนับสนุนทางเศรษฐกิจจากภาครัฐทั้งการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานและโครงการ EEC การบริโภคที่เริ่มฟื้นตัวขึ้นจากรายได้ภาคการเกษตรที่ผ่านจุดตํ่าสุด และหากมีการเลือกตั้งปีหน้าจะทำให้การบริโภคในประเทศฟื้นตัวตามมาชัดเจน ดังนั้นหากเป็นการลงทุนบนพื้นฐานว่า เศรษฐกิจไทยยังมีศักยภาพในการเติบโต การที่ดัชนีย่อตัวลง จึงน่าจะเป็นโอกาสในการเข้าลงทุนได้
……………….……………….……………….…………….
หน้า 19 หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 38 ฉบับที่ 3,379 วันที่ 1-4 ก.ค. 2561






