
TAFEXเตือนเล่นค่าเงินเสี่ยง ชี้อัตราแลกเปลี่ยนผันผวนสูง/รับแบงก์ปลอมยังน่าห่วง
"ชนาพร" เตือนความผันผวนอัตราแลกเปลี่ยนแนวโน้มเพิ่ม แนะผู้ประกอบการอย่าเก็งกำไร เน้นบริหารความเสี่ยงขาดทุน แม้ปริมาณการซื้อขายเงินตราต่างประเทศแนวโน้มขยายตัวตามโลว์คอสต์แอร์ไลน์ ดันนักท่องเที่ยวขยายตัวปี 59 พร้อมเสริมความรู้ยกระดับบูธชายแดนรับมือการแข่งขันที่รุนแรง ขณะที่สถานการณ์บางประเทศยกเลิกการใช้เงินและแบงก์ปลอมยังน่าห่วง
[caption id="attachment_29472" align="aligncenter" width="370"]
ชนาพร พูนทรัพย์หิรัญ[/caption]
นางสาวชนาพร พูนทรัพย์หิรัญ นายกสมาคมแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ (TAFEX)เปิดเผย "ฐานเศรษฐกิจ" ถึงตลาดแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศของไทยในปี 2559 ว่า ทิศทางปริมาณการซื้อและขายเงินตราต่างประเทศมีแนวโน้มขยายตัวมากขึ้น โดยมีปัจจัยสนับสนุนโดยเฉพาะการขยายตัวของโลว์คอสต์แอร์ไลน์ ที่สามารถเพิ่มจำนวนนักท่องเที่ยว ประกอบกับการค้าขายของประเทศในภูมิภาคอาเซียน และการค้าชายแดนที่ยังขยายตัวเป็นอย่างดี ไม่ว่าจะเป็นเมียนมา ลาว กัมพูชา มาเลเซีย หรือแม้กระทั่งจีนซึ่งนักท่องเที่ยวเพิ่มขึ้นทุกปี รวมทั้งคนไทยที่ออกไปท่องเที่ยวต่างประเทศ จึงเพิ่มโอกาสในการทำธุรกิจแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศหรือ MC (Money Changer: MC) ขณะเดียวกันการขยายตัวดังกล่าวก็พ่วงมากับสภาพการแข่งขันที่รุนแรง โดยเฉพาะปีนี้การเคลื่อนไหวของอัตราแลกเปลี่ยนยังมีความผันผวนสูงซึ่งจะส่งผลให้ผู้ประกอบการขาดทุนได้
สำหรับสกุลเงินที่นิยมซื้อ-ขายนั้น โดยสกุลเงินที่ขายได้มากจะเป็นเงินสกุลที่คนไทยนิยมเดินทางไปท่องเที่ยว เช่น เงินเยน เงินหยวน เงินยูโร เงินวอนเกาหลี เงินดอลลาร์สหรัฐอเมริกา ส่วนสกุลเงินที่ซื้อได้มากจะเป็นเงินสกุลที่นักท่องเที่ยวต่างประเทศเข้ามาเที่ยวในประเทศไทย เช่น เงินหยวน เงินยูโร เงินดอลลาร์สหรัฐฯ ด้านส่วนต่างอัตราซื้อ-ขายจะมีความแตกต่างในแต่ละสกุล และขึ้นกับทำเลที่ตั้ง (เช่น ภูเก็ต พัทยา กรุงเทพฯ) แหล่งที่ซื้อหรือขาย (ลูกค้ารายย่อย ธนาคาร) ถ้าซื้อ-ขายจากลูกค้ารายย่อย จะได้รับส่วนต่างสูงสูด ในขณะที่ธุรกรรมซื้อ-ขายกับนิติบุคคลรับอนุญาต (ธนาคาร) จะมีส่วนต่างน้อยลง ดังนั้นโอกาสกำไร-ขาดทุนขึ้นกับ ความสามารถในการบริหารจัดการความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน บริหารเงินคงเหลือเมื่อสิ้นวัน ประสิทธิภาพในการดำเนินงาน คือการปรับอัตราให้ทันเวลา และดึงดูดลูกค้า
"ปีนี้ MCส่วนใหญ่ต้องเน้นการบริหารความเสี่ยงทั้งจากการเคลื่อนไหวของแต่ละสกุลเงิน ซึ่งมีความผันผวนสูงมาก เรียกว่าช้าเพียงนิดเดียวก็ขาดทุนแล้ว ดังนั้นต้องปรับอัตราการซื้อและขายให้ทันเวลา แถมยังมีต่อสู้ระหว่างกันจากการลดส่วนต่างราคาซื้อและขายเพื่อแย่งชิงลูกค้า จึงทำให้โอกาสทำกำไรต้องขึ้นอยู่กับการบริหารทั้งการปรับอัตราซื้อ-ขายให้ทัน รวมทั้งตรวจสอบแบงก์ได้อย่างแม่นยำ และการกำหนดส่วนต่างซื้อ-ขายที่สมเหตุสมผล เพราะเท่าที่ทราบในตลาดบางแห่งยอมลดส่วนต่างการซื้อและขายแคบลงเหลือประมาณ 3 สตางค์ บางแห่งให้เรตต่ำแทบจะไม่มีกำไร คือ เรตมาตรฐานก่อนหน้าจะอยู่ที่ 3-5 สตางค์ ดังนั้นส่วนต่างอัตราซื้อ-ขายจึงขึ้นอยู่กับสกุลเงินและทำเลที่ตั้งของบูธด้วย"
สำหรับผู้ประกอบการMCในตลาดเพิ่มขึ้นเป็น 800-900 ราย ในตลาดโดยไม่รวมผู้ประกอบการโรงแรม หรือการท่องเที่ยวอีกเยอะ ขณะที่สมาชิกของสมาคมปัจจุบันมีจำนวน 97 รายเท่านั้น ซึ่ง MC ที่เป็นสมาชิกของสมาคมนั้น ทางสมาคมจะทำหน้าที่เป็นตัวกลางระหว่างทางการกับ MC ภาคเอกชน พร้อมทั้งรับเรื่องร้องทุกข์จาก MC ไปยังทางการ ขณะเดียวกันพยายามจะเน้นการอบรมปีละ 2 ครั้งเพื่อให้ความรู้สมาชิกและมีการสื่อสารกับสมาชิกมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการให้ความรู้จากทางการ คือธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.) หรือ สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน(ปปง.)ในประเด็นของการรายงานธุรกรรมที่ MC จะต้องรู้จักตัวตนของลูกค้าที่มาใช้บริการ รวมถึงการตรวจสอบคุณสมบัติลูกค้า หรือแม้กระทั่งการขอเอกสารจากลูกค้าเพิ่มเติม นอกจากนี้สมาคมยังคาดหวังที่จะสร้างบุคลากรที่มีความเชี่ยวชาญด้านอัตราแลกเปลี่ยนเงินเพิ่มขึ้น ทั้งนี้เพื่อที่จะยกระดับMC ให้มีมาตรฐานการให้บริการและทำงานร่วมกัน ทั้งนี้ในแง่ของการจัดอบรมให้ความรู้กำลังอยู่ระหว่างจัดเตรียมสถานที่คาดว่าจะเป็นจังหวัดภูเก็ต
ที่สำคัญปีนี้การเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน(เออีซี) สมบูรณ์แบบ ดังนั้นยิ่งต้องยกระดับ MCไทยให้มีศักยภาพในการให้บริการที่เป็นมาตรฐาน จริงๆที่ผ่านมาสมาคมและบรรดา MCต่างก็ตระหนักในเรื่องการอำนวยความสะดวกในการให้บริการ โดยเฉพาะบูธที่ตั้งอยู่แถบรอยตะเข็บการค้าชายแดน แต่สถานการณ์ที่ผ่านมาค่อนข้างแข่งขันสูงคือ การแข่งขัน MCในพื้นที่ของประเทศไทย แต่ทางฝั่งประเทศชายแดนเพื่อนบ้านก็มีผู้ประกอบการแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศซึ่งเป็นคู่แข่งอีกช่องทางหนึ่งด้วย ซึ่งแนวโน้มเชื่อว่าจะมีผู้ประกอบรายใหม่เพิ่มขึ้น
นายกสมาคม TAFEX กล่าวถึงปริมาณการซื้อและการขายเงินตราต่างประเทศว่า หากย้อนหลังใน 3 ปีที่ผ่านมาจะเห็นว่าปี 2556 มีมูลค่าซื้อ 3.3 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ส่วนการขายอยู่ที่ 3.2 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ถัดมาในปี 2557 มูลค่าการซื้อและขายมีมูลค่าเท่ากันคือ จำนวน 4.2 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ และปีที่ผ่านมาเฉพาะ 11 เดือน(ม.ค.- พ.ย. 58) มูลค่าการซื้อ 4.27 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ และการขายประมาณ 4.3-4.4 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ สำหรับสกุลเงินที่ยังเป็นที่นิยมจะมีทั้งเงินเยน วอน หยวน ดอลลาร์สหรัฐฯ และยูโร ที่สำคัญสกุลเงินที่มีการซื้อได้มากส่วนใหญ่เป็นบูธที่ตั้งอยู่รอยตะเข็บชายแดน เช่น หยวน เนื่องจากนักท่องเที่ยวมีการเข้าออกมากในพื้นที่เชียงของ หรือยูนนานที่เดินทางผ่านด่านเชียงราย หรือนครพนม เป็นต้น
ทั้งนี้ ปริมาณการซื้อและขายเงินตราต่างประเทศที่มีการเติบโตและขยายตัวได้ดีขึ้นนั้น ส่วนหนึ่งเป็นผลจากเมื่อวันที่ 30 พฤศจิกายน 2558 ธปท. ได้ออกประกาศหลักเกณฑ์การดำเนินธุรกิจของ MC ซึ่งผ่อนคลายกว่าเดิม ทำให้ MC มีความคล่องตัวในการดำเนินธุรกิจมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการซื้อเงินตราต่างประเทศจากลูกค้า ทำได้ไม่จำกัดจำนวน, การขายเงินตราต่างประเทศให้ลูกค้า สามารถขายได้มากขึ้น คือจาก 5,000 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อลูกค้าต่อการเดินทาง 1 ครั้ง เป็น ไม่เกิน 8 แสนบาทต่อลูกค้าต่อวัน, อีกทั้งยังสามารถทำการซื้อ-ขายกับ MC รายอื่นได้โดยไม่จำกัดจำนวนและรวมถึงสามารถทำการซื้อ เงินตราต่างประเทศกับธนาคารได้ไม่จำกัดจำนวน ซึ่งเดิมอนุญาตเพียงการขายเท่านั้น
ต่อข้อถามสถานการณ์ธนบัตรหรือแบงก์ปลอมนั้น แม้ว่าจะไม่มีเหตุการณ์ใหญ่ แต่ MC ต้องระมัดระวังอย่างต่อเนื่อง โดยยอมรับว่าสภาพโดยรวมยังมีแบงก์ปลอมเข้ามาในตลาดบ้างประปราย ไม่รุนแรง ขณะเดียวกันต้องติดตามสถานการณ์บางประเทศที่อาจจะยกเลิกการใช้ธนบัตรด้วย
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 36 ฉบับที่ 3,127
วันที่ 31 มกราคม - 3 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559
[caption id="attachment_29472" align="aligncenter" width="370"]
นางสาวชนาพร พูนทรัพย์หิรัญ นายกสมาคมแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ (TAFEX)เปิดเผย "ฐานเศรษฐกิจ" ถึงตลาดแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศของไทยในปี 2559 ว่า ทิศทางปริมาณการซื้อและขายเงินตราต่างประเทศมีแนวโน้มขยายตัวมากขึ้น โดยมีปัจจัยสนับสนุนโดยเฉพาะการขยายตัวของโลว์คอสต์แอร์ไลน์ ที่สามารถเพิ่มจำนวนนักท่องเที่ยว ประกอบกับการค้าขายของประเทศในภูมิภาคอาเซียน และการค้าชายแดนที่ยังขยายตัวเป็นอย่างดี ไม่ว่าจะเป็นเมียนมา ลาว กัมพูชา มาเลเซีย หรือแม้กระทั่งจีนซึ่งนักท่องเที่ยวเพิ่มขึ้นทุกปี รวมทั้งคนไทยที่ออกไปท่องเที่ยวต่างประเทศ จึงเพิ่มโอกาสในการทำธุรกิจแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศหรือ MC (Money Changer: MC) ขณะเดียวกันการขยายตัวดังกล่าวก็พ่วงมากับสภาพการแข่งขันที่รุนแรง โดยเฉพาะปีนี้การเคลื่อนไหวของอัตราแลกเปลี่ยนยังมีความผันผวนสูงซึ่งจะส่งผลให้ผู้ประกอบการขาดทุนได้
สำหรับสกุลเงินที่นิยมซื้อ-ขายนั้น โดยสกุลเงินที่ขายได้มากจะเป็นเงินสกุลที่คนไทยนิยมเดินทางไปท่องเที่ยว เช่น เงินเยน เงินหยวน เงินยูโร เงินวอนเกาหลี เงินดอลลาร์สหรัฐอเมริกา ส่วนสกุลเงินที่ซื้อได้มากจะเป็นเงินสกุลที่นักท่องเที่ยวต่างประเทศเข้ามาเที่ยวในประเทศไทย เช่น เงินหยวน เงินยูโร เงินดอลลาร์สหรัฐฯ ด้านส่วนต่างอัตราซื้อ-ขายจะมีความแตกต่างในแต่ละสกุล และขึ้นกับทำเลที่ตั้ง (เช่น ภูเก็ต พัทยา กรุงเทพฯ) แหล่งที่ซื้อหรือขาย (ลูกค้ารายย่อย ธนาคาร) ถ้าซื้อ-ขายจากลูกค้ารายย่อย จะได้รับส่วนต่างสูงสูด ในขณะที่ธุรกรรมซื้อ-ขายกับนิติบุคคลรับอนุญาต (ธนาคาร) จะมีส่วนต่างน้อยลง ดังนั้นโอกาสกำไร-ขาดทุนขึ้นกับ ความสามารถในการบริหารจัดการความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน บริหารเงินคงเหลือเมื่อสิ้นวัน ประสิทธิภาพในการดำเนินงาน คือการปรับอัตราให้ทันเวลา และดึงดูดลูกค้า
"ปีนี้ MCส่วนใหญ่ต้องเน้นการบริหารความเสี่ยงทั้งจากการเคลื่อนไหวของแต่ละสกุลเงิน ซึ่งมีความผันผวนสูงมาก เรียกว่าช้าเพียงนิดเดียวก็ขาดทุนแล้ว ดังนั้นต้องปรับอัตราการซื้อและขายให้ทันเวลา แถมยังมีต่อสู้ระหว่างกันจากการลดส่วนต่างราคาซื้อและขายเพื่อแย่งชิงลูกค้า จึงทำให้โอกาสทำกำไรต้องขึ้นอยู่กับการบริหารทั้งการปรับอัตราซื้อ-ขายให้ทัน รวมทั้งตรวจสอบแบงก์ได้อย่างแม่นยำ และการกำหนดส่วนต่างซื้อ-ขายที่สมเหตุสมผล เพราะเท่าที่ทราบในตลาดบางแห่งยอมลดส่วนต่างการซื้อและขายแคบลงเหลือประมาณ 3 สตางค์ บางแห่งให้เรตต่ำแทบจะไม่มีกำไร คือ เรตมาตรฐานก่อนหน้าจะอยู่ที่ 3-5 สตางค์ ดังนั้นส่วนต่างอัตราซื้อ-ขายจึงขึ้นอยู่กับสกุลเงินและทำเลที่ตั้งของบูธด้วย"
สำหรับผู้ประกอบการMCในตลาดเพิ่มขึ้นเป็น 800-900 ราย ในตลาดโดยไม่รวมผู้ประกอบการโรงแรม หรือการท่องเที่ยวอีกเยอะ ขณะที่สมาชิกของสมาคมปัจจุบันมีจำนวน 97 รายเท่านั้น ซึ่ง MC ที่เป็นสมาชิกของสมาคมนั้น ทางสมาคมจะทำหน้าที่เป็นตัวกลางระหว่างทางการกับ MC ภาคเอกชน พร้อมทั้งรับเรื่องร้องทุกข์จาก MC ไปยังทางการ ขณะเดียวกันพยายามจะเน้นการอบรมปีละ 2 ครั้งเพื่อให้ความรู้สมาชิกและมีการสื่อสารกับสมาชิกมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการให้ความรู้จากทางการ คือธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.) หรือ สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน(ปปง.)ในประเด็นของการรายงานธุรกรรมที่ MC จะต้องรู้จักตัวตนของลูกค้าที่มาใช้บริการ รวมถึงการตรวจสอบคุณสมบัติลูกค้า หรือแม้กระทั่งการขอเอกสารจากลูกค้าเพิ่มเติม นอกจากนี้สมาคมยังคาดหวังที่จะสร้างบุคลากรที่มีความเชี่ยวชาญด้านอัตราแลกเปลี่ยนเงินเพิ่มขึ้น ทั้งนี้เพื่อที่จะยกระดับMC ให้มีมาตรฐานการให้บริการและทำงานร่วมกัน ทั้งนี้ในแง่ของการจัดอบรมให้ความรู้กำลังอยู่ระหว่างจัดเตรียมสถานที่คาดว่าจะเป็นจังหวัดภูเก็ต
ที่สำคัญปีนี้การเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน(เออีซี) สมบูรณ์แบบ ดังนั้นยิ่งต้องยกระดับ MCไทยให้มีศักยภาพในการให้บริการที่เป็นมาตรฐาน จริงๆที่ผ่านมาสมาคมและบรรดา MCต่างก็ตระหนักในเรื่องการอำนวยความสะดวกในการให้บริการ โดยเฉพาะบูธที่ตั้งอยู่แถบรอยตะเข็บการค้าชายแดน แต่สถานการณ์ที่ผ่านมาค่อนข้างแข่งขันสูงคือ การแข่งขัน MCในพื้นที่ของประเทศไทย แต่ทางฝั่งประเทศชายแดนเพื่อนบ้านก็มีผู้ประกอบการแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศซึ่งเป็นคู่แข่งอีกช่องทางหนึ่งด้วย ซึ่งแนวโน้มเชื่อว่าจะมีผู้ประกอบรายใหม่เพิ่มขึ้น
นายกสมาคม TAFEX กล่าวถึงปริมาณการซื้อและการขายเงินตราต่างประเทศว่า หากย้อนหลังใน 3 ปีที่ผ่านมาจะเห็นว่าปี 2556 มีมูลค่าซื้อ 3.3 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ส่วนการขายอยู่ที่ 3.2 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ถัดมาในปี 2557 มูลค่าการซื้อและขายมีมูลค่าเท่ากันคือ จำนวน 4.2 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ และปีที่ผ่านมาเฉพาะ 11 เดือน(ม.ค.- พ.ย. 58) มูลค่าการซื้อ 4.27 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ และการขายประมาณ 4.3-4.4 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ สำหรับสกุลเงินที่ยังเป็นที่นิยมจะมีทั้งเงินเยน วอน หยวน ดอลลาร์สหรัฐฯ และยูโร ที่สำคัญสกุลเงินที่มีการซื้อได้มากส่วนใหญ่เป็นบูธที่ตั้งอยู่รอยตะเข็บชายแดน เช่น หยวน เนื่องจากนักท่องเที่ยวมีการเข้าออกมากในพื้นที่เชียงของ หรือยูนนานที่เดินทางผ่านด่านเชียงราย หรือนครพนม เป็นต้น
ทั้งนี้ ปริมาณการซื้อและขายเงินตราต่างประเทศที่มีการเติบโตและขยายตัวได้ดีขึ้นนั้น ส่วนหนึ่งเป็นผลจากเมื่อวันที่ 30 พฤศจิกายน 2558 ธปท. ได้ออกประกาศหลักเกณฑ์การดำเนินธุรกิจของ MC ซึ่งผ่อนคลายกว่าเดิม ทำให้ MC มีความคล่องตัวในการดำเนินธุรกิจมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการซื้อเงินตราต่างประเทศจากลูกค้า ทำได้ไม่จำกัดจำนวน, การขายเงินตราต่างประเทศให้ลูกค้า สามารถขายได้มากขึ้น คือจาก 5,000 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อลูกค้าต่อการเดินทาง 1 ครั้ง เป็น ไม่เกิน 8 แสนบาทต่อลูกค้าต่อวัน, อีกทั้งยังสามารถทำการซื้อ-ขายกับ MC รายอื่นได้โดยไม่จำกัดจำนวนและรวมถึงสามารถทำการซื้อ เงินตราต่างประเทศกับธนาคารได้ไม่จำกัดจำนวน ซึ่งเดิมอนุญาตเพียงการขายเท่านั้น
ต่อข้อถามสถานการณ์ธนบัตรหรือแบงก์ปลอมนั้น แม้ว่าจะไม่มีเหตุการณ์ใหญ่ แต่ MC ต้องระมัดระวังอย่างต่อเนื่อง โดยยอมรับว่าสภาพโดยรวมยังมีแบงก์ปลอมเข้ามาในตลาดบ้างประปราย ไม่รุนแรง ขณะเดียวกันต้องติดตามสถานการณ์บางประเทศที่อาจจะยกเลิกการใช้ธนบัตรด้วย
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 36 ฉบับที่ 3,127
วันที่ 31 มกราคม - 3 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559






