
จับตาเฟดขึ้นดอกเบี้ยเร็ว กดต่างชาติเทขายหุ้น
ทิสโก้แนะจับตาการประชุมเฟด 13 มิ.ย.นี้ หากประกาศขึ้นดอกเบี้ยเร็วกว่าคาดจะจุดชนวนให้นักลงทุนต่างชาติเทขายหุ้นไทยและตลาดเกิดใหม่อีกระลอก หลัง 5 เดือนแรกถล่มขายแล้วกว่า 1.1 แสนล้านบาท
นายคมศร ประกอบผล หัวหน้าฝ่ายกลยุทธ์การลงทุน ศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจและกลยุทธ์ทิสโก้ กล่าวว่าในช่วง 5 เดือนแรกของปี 2561 (ข้อมูล ณ วันที่ 24 พ.ค. 61) ต่างชาติขายสุทธิหุ้นไทยไปแล้วกว่า 1.1 แสนล้านบาท การเทขายอย่างต่อเนื่องของนักลงทุนต่างชาติในครั้งนี้ สะท้อนถึงความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้น หลังการเติบโตของตลาดเกิดใหม่เริ่มมีอุปสรรคจากค่าเงินดอลลาร์สหรัฐฯ ที่แข็งค่าขึ้นท่ามกลางการขึ้นดอกเบี้ยอย่างต่อเนื่องของธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) ขณะที่สภาพคล่องโลกมีแนวโน้มลดลงจากการลดขนาดงบดุลของ Fed และการลดนโยบายผ่อนคลายเชิงปริมาณ (QE) ของธนาคารกลางยุโรป (ECB) รวมไปถึงราคานํ้ามันที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นเกือบ 50% ส่งผลกดดันกำลังซื้อและทำให้ดุลบัญชีเดินสะพัดของประเทศตลาดเกิดใหม่ลดลง
อย่างไรก็ตาม นักลงทุนควรติดตามการประชุม Fed ในวันที่ 13 มิถุนายน 2561 อย่างใกล้ชิด เพราะหาก Fed ส่งสัญญาณว่าจะขึ้นดอกเบี้ยเร็วกว่าที่คาด จะจุดชนวนให้นักลงทุนต่างประเทศเกิดการเทขายหุ้นไทยและหุ้นในประเทศตลาดเกิดใหม่อีกรอบ ซึ่งประเด็นการขึ้นดอกเบี้ยเร็วกว่าที่คาดนี้จะกดดันการลงทุนในตลาดเกิดใหม่รวมถึงประเทศไทยไปตลอดทั้งปี 2561
“นักลงทุนคาดว่า Fed จะขึ้นดอกเบี้ยในปีนี้ทั้งหมด 3 ครั้ง ซึ่ง Fed ได้ปรับขึ้นดอกเบี้ยไปแล้ว 1 ครั้งในเดือนมีนาคม และคาดจะขึ้นอีกครั้งในการประชุมเดือนมิถุนายน แต่หากทั้งปี Fed ปรับขึ้นดอกเบี้ยมากกว่า 3 ครั้ง หรือเร็วกว่าที่คาดจะทำให้นักลงทุนเริ่มเทขายหุ้นในตลาดเกิดใหม่รวมถึงประเทศไทยอีกครั้ง จึงยังคงแนะนำให้นํ้าหนักการลงทุนในตลาดพัฒนาแล้ว เช่น สหรัฐฯ และญี่ปุ่น มากกว่าตลาดเกิดใหม่”
ทั้งนี้ ยังประเมินว่าความเสี่ยงจะมีมากขึ้นโดยเฉพาะในช่วงไตรมาส 4 โดยมีประเด็นต้องจับตามองอีก 2 ประการ ได้แก่ สภาพคล่องที่ลดลงจากการลดขนาดงบดุล (Balance Sheet) ของ Fed และการยุติ QE ของ ECB และความเสี่ยงจากการเลือกตั้งกลางเทอมของสหรัฐฯ ในเดือนพฤศจิกายนซึ่งพรรค Republican มีโอกาสสูญเสียเสียงข้างมากทั้งในสภาบนและสภาล่าง ซึ่งอาจเป็นอุปสรรคต่อการขับเคลื่อนนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจ รวมถึงอาจเป็นความเสี่ยงให้ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ถูกนำเข้ากระบวนการถอด ถอน (Impeachment) ได้
หน้า 17 หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 38 ฉบับที่ 3,370 วันที่ 31 พ.ค.-2 มิ.ย. 2561
นายคมศร ประกอบผล หัวหน้าฝ่ายกลยุทธ์การลงทุน ศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจและกลยุทธ์ทิสโก้ กล่าวว่าในช่วง 5 เดือนแรกของปี 2561 (ข้อมูล ณ วันที่ 24 พ.ค. 61) ต่างชาติขายสุทธิหุ้นไทยไปแล้วกว่า 1.1 แสนล้านบาท การเทขายอย่างต่อเนื่องของนักลงทุนต่างชาติในครั้งนี้ สะท้อนถึงความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้น หลังการเติบโตของตลาดเกิดใหม่เริ่มมีอุปสรรคจากค่าเงินดอลลาร์สหรัฐฯ ที่แข็งค่าขึ้นท่ามกลางการขึ้นดอกเบี้ยอย่างต่อเนื่องของธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) ขณะที่สภาพคล่องโลกมีแนวโน้มลดลงจากการลดขนาดงบดุลของ Fed และการลดนโยบายผ่อนคลายเชิงปริมาณ (QE) ของธนาคารกลางยุโรป (ECB) รวมไปถึงราคานํ้ามันที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นเกือบ 50% ส่งผลกดดันกำลังซื้อและทำให้ดุลบัญชีเดินสะพัดของประเทศตลาดเกิดใหม่ลดลง
อย่างไรก็ตาม นักลงทุนควรติดตามการประชุม Fed ในวันที่ 13 มิถุนายน 2561 อย่างใกล้ชิด เพราะหาก Fed ส่งสัญญาณว่าจะขึ้นดอกเบี้ยเร็วกว่าที่คาด จะจุดชนวนให้นักลงทุนต่างประเทศเกิดการเทขายหุ้นไทยและหุ้นในประเทศตลาดเกิดใหม่อีกรอบ ซึ่งประเด็นการขึ้นดอกเบี้ยเร็วกว่าที่คาดนี้จะกดดันการลงทุนในตลาดเกิดใหม่รวมถึงประเทศไทยไปตลอดทั้งปี 2561
“นักลงทุนคาดว่า Fed จะขึ้นดอกเบี้ยในปีนี้ทั้งหมด 3 ครั้ง ซึ่ง Fed ได้ปรับขึ้นดอกเบี้ยไปแล้ว 1 ครั้งในเดือนมีนาคม และคาดจะขึ้นอีกครั้งในการประชุมเดือนมิถุนายน แต่หากทั้งปี Fed ปรับขึ้นดอกเบี้ยมากกว่า 3 ครั้ง หรือเร็วกว่าที่คาดจะทำให้นักลงทุนเริ่มเทขายหุ้นในตลาดเกิดใหม่รวมถึงประเทศไทยอีกครั้ง จึงยังคงแนะนำให้นํ้าหนักการลงทุนในตลาดพัฒนาแล้ว เช่น สหรัฐฯ และญี่ปุ่น มากกว่าตลาดเกิดใหม่”
ทั้งนี้ ยังประเมินว่าความเสี่ยงจะมีมากขึ้นโดยเฉพาะในช่วงไตรมาส 4 โดยมีประเด็นต้องจับตามองอีก 2 ประการ ได้แก่ สภาพคล่องที่ลดลงจากการลดขนาดงบดุล (Balance Sheet) ของ Fed และการยุติ QE ของ ECB และความเสี่ยงจากการเลือกตั้งกลางเทอมของสหรัฐฯ ในเดือนพฤศจิกายนซึ่งพรรค Republican มีโอกาสสูญเสียเสียงข้างมากทั้งในสภาบนและสภาล่าง ซึ่งอาจเป็นอุปสรรคต่อการขับเคลื่อนนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจ รวมถึงอาจเป็นความเสี่ยงให้ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ถูกนำเข้ากระบวนการถอด ถอน (Impeachment) ได้
หน้า 17 หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 38 ฉบับที่ 3,370 วันที่ 31 พ.ค.-2 มิ.ย. 2561






