
เก็บหุ้นดัก ‘เลือกตั้ง’ โบรกเกอร์แนะกลุ่มรับเหมา-ค้าปลีกน่าสน
เล็งหุ้นเด่นเป้าหมายทุนต่างชาติไหลเข้า หลังสัญญาณการเลือกตั้งเป็นไปตามโรดแมปชัดเจนมากขึ้น โบรกเกอร์มองตรงกันเป็นหุ้นในกลุ่มรับเหมาก่อสร้างอย่าง STEC-CK
หากการเลือกตั้งในประเทศมีสัญญาณว่าจะมีความชัดเจนขึ้นตามโรดแมป หุ้นในกลุ่มที่นักลงทุนจะเลือกซื้อลงทุนนั้นนักวิเคราะห์หลักทรัพย์ส่วนใหญ่เห็นตรงกันว่าหุ้นในกลุ่มรับเหมาก่อสร้างจะเป็นหุ้นที่รับข่าวดีนี้เป็นกลุ่มแรกๆ
นายวิจิตร อารยะพิศิษฐ ผู้อำนวยการนักกลยุทธ์การลงทุน ฝ่ายวิจัย บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) เมย์แบงก์ กิมเอ็ง (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) ให้ความเห็นกับ “ฐานเศรษฐกิจ” ว่าในช่วงสั้นๆขณะนี้หุ้นที่น่าสนใจจะเป็นกลุ่มรับเหมาก่อสร้าง ในครึ่งปีหลังจะมีการเปิดประมูลโครงการโครงสร้างพื้นฐานอีกหลายโครงการ แนะนำหุ้น STEC เพราะมีปัจจัยพื้นฐานดีที่สุด และในไตรมาส 4/2560 ก็ได้บันทึกรายการการด้อยค่าไปแล้ว ทำให้ผลประกอบการไตรมาส 1/2561 เริ่มดีขึ้น ในปีหน้าก็จะเริ่มมีรายได้จากโรงไฟฟ้าเข้ามา
หุ้นที่แนะนำอีกตัวหนึ่งคือ CK แม้ธุรกิจหลักในปีนี้จะดูทรงๆ แต่ก็มีการรับรู้รายได้เงินปันผลจากบริษัทลูกเข้ามาช่วยทำให้ผลประกอบการยังดีอยู่
หุ้นอีกกลุ่มหนึ่งที่น่าสนใจ คือ กลุ่มค้าปลีก ที่ได้ประโยชน์จากการใช้นโยบายของภาครัฐที่เอื้อประชาชนให้มีกำลังซื้อมากขึ้น มีเงินมากขึ้น นอกจากนี้ราคาหุ้นอ่อนตัวลงมาทำให้เหมาะจะซื้อสะสม อาทิ หุ้น CPALL และ BJC
นายวิจิตรกล่าวว่า หากนักลงทุนต่างชาติกลับเข้าในตลาดหุ้นก็ต้องซื้อหุ้นธนาคารพาณิชย์ ซึ่งในช่วงที่ผ่านมาหุ้นธนาคารพาณิชย์ถูกขายจากข่าวรายได้ค่าธรรมเนียมที่ลดลงที่จะเห็นผลในไตรมาส 2/2561 ราคาหุ้นได้อ่อนตัวลงมา ซึ่งได้สะท้อนความเสี่ยงไปค่อนข้างมากแล้ว ในช่วงนี้แม้ยังไม่มีข่าวด้านบวกที่ชัดเจน ก็ยังอยู่ในภาวะ ทรงๆ ตัว ภาวะดอกเบี้ยที่จะเพิ่มสูงขึ้นจะเห็นได้ชัดในปีหน้า แต่ขณะนี้ก็เหมาะที่จะซื้อสะสม หากดอกเบี้ยขาขึ้น นักลงทุนกลับเข้ามาในตลาดหุ้น ธนาคารพาณิชย์ขนาดใหญ่ก็จะได้ประโยชน์ อาทิ KBANK และ BBL แม้ว่าหุ้น BBL จะเป็นหุ้นที่โบรกเกอร์ชอบ เพราะพื้นฐานแข็งแกร่ง แต่อัตราส่วนการถือหุ้นของต่างชาติก็เต็มอยู่ตลอดเวลา
นายเทิดศักดิ์ ทวีธีระธรรม ผู้ช่วยกรรมการผู้อำนวยการฝ่ายวิจัย บล. เอเซีย พลัสฯ กล่าวว่าถ้าการเลือกตั้งมีความชัดเจนตามโรดแมป เงินจะไหลเข้าตลาดหุ้นมากขึ้น ภาพรวมจะดูดีขึ้น การดำเนินนโยบายขับเคลื่อนเศรษฐกิจเป็นไปอย่างต่อเนื่อง หุ้นที่เกี่ยวข้องกับการลงทุนภาครัฐและการลงทุนภาคเอกชนจะได้รับประโยชน์มาก หุ้นเหล่านี้จะเป็นกลุ่มแรกๆที่เงินจะไหลเข้าลงทุน
แนะนำเลือกหุ้น STEC (ราคาเป้าหมาย 25 บาท), CK (ราคาเป้าหมาย 34 บาท) โดดเด่นที่สุดในกลุ่มนี้ โดยหุ้นเกี่ยวกับฐาน รากอย่าง SEAFCO ก็มีความน่าสนใจ ส่วนกลุ่มวัสดุก่อสร้างแนะนำหุ้น SCC (ราคาเหมาะสม 600 บาท)
หุ้นที่ได้รับประโยชน์จากการลงทุนภาคเอกชน อาทิ หุ้นในกลุ่มนิคมอุตสาห กรรมอย่าง AMATA (ราคาเป้าหมาย 35.70 บาท) และ WHA (ราคาเป้าหมาย 4.89 บาท) นอกจากนี้ยังแนะนำหุ้นธนาคารพาณิชย์ที่ได้ประโยชน์จากการเติบโตของสินเชื่ออย่าง BBL (ราคาเป้าหมาย 220 บาท) และ KBANK (ราคาเป้าหมาย 227 บาท)
นายชัยพร น้อมพิทักษ์เจริญ รองกรรมการผู้จัดการ สายงานค้าหลักทรัพบ์บุคคล บล.บัวหลวงฯ มองไปถึงถ้าเกิดการเลือกตั้งขึ้น เม็ดเงินจะสะพัดจากกิจกรรมทางการเมืองต่างๆ ทั้งการหาเสียง การจัดเวทีปราศรัย การใช้ป้ายใช้สื่อโฆษณา หุ้นกลุ่มที่จะได้รับประโยชน์จะเป็นกลุ่มพาณิชย์ อาทิ CPALL, ROBINS, CPN
อย่างไรก็ตาม แม้ข่าวการเลือกตั้งชัดเจน เงินต่างชาติอาจไม่ไหลเข้ารุนแรง เนื่องจากนักลงทุนต่างชาติออกจากตลาดหุ้นไทยไปมาก และการคำนวณดัชนี MSCI ก็มีการเพิ่มนํ้าหนักหุ้นจากประเทศจีนเข้ามา แต่ก็อาจจะมีกองทุนเฮดจ์ฟันด์บางกองทุนเข้ามาเล่นกับกระแสของข่าวนี้ และหุ้นในกลุ่มรับเหมาก่อสร้างที่มีผลประกอบการที่ดีอย่าง STEC และ CK ก็ได้รับความสนใจ
หน้า 17 หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 38 ฉบับ 3369 วันที่ 27-30 พ.ค. 2561
หากการเลือกตั้งในประเทศมีสัญญาณว่าจะมีความชัดเจนขึ้นตามโรดแมป หุ้นในกลุ่มที่นักลงทุนจะเลือกซื้อลงทุนนั้นนักวิเคราะห์หลักทรัพย์ส่วนใหญ่เห็นตรงกันว่าหุ้นในกลุ่มรับเหมาก่อสร้างจะเป็นหุ้นที่รับข่าวดีนี้เป็นกลุ่มแรกๆ
นายวิจิตร อารยะพิศิษฐ ผู้อำนวยการนักกลยุทธ์การลงทุน ฝ่ายวิจัย บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) เมย์แบงก์ กิมเอ็ง (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) ให้ความเห็นกับ “ฐานเศรษฐกิจ” ว่าในช่วงสั้นๆขณะนี้หุ้นที่น่าสนใจจะเป็นกลุ่มรับเหมาก่อสร้าง ในครึ่งปีหลังจะมีการเปิดประมูลโครงการโครงสร้างพื้นฐานอีกหลายโครงการ แนะนำหุ้น STEC เพราะมีปัจจัยพื้นฐานดีที่สุด และในไตรมาส 4/2560 ก็ได้บันทึกรายการการด้อยค่าไปแล้ว ทำให้ผลประกอบการไตรมาส 1/2561 เริ่มดีขึ้น ในปีหน้าก็จะเริ่มมีรายได้จากโรงไฟฟ้าเข้ามา
หุ้นที่แนะนำอีกตัวหนึ่งคือ CK แม้ธุรกิจหลักในปีนี้จะดูทรงๆ แต่ก็มีการรับรู้รายได้เงินปันผลจากบริษัทลูกเข้ามาช่วยทำให้ผลประกอบการยังดีอยู่
หุ้นอีกกลุ่มหนึ่งที่น่าสนใจ คือ กลุ่มค้าปลีก ที่ได้ประโยชน์จากการใช้นโยบายของภาครัฐที่เอื้อประชาชนให้มีกำลังซื้อมากขึ้น มีเงินมากขึ้น นอกจากนี้ราคาหุ้นอ่อนตัวลงมาทำให้เหมาะจะซื้อสะสม อาทิ หุ้น CPALL และ BJC
นายวิจิตรกล่าวว่า หากนักลงทุนต่างชาติกลับเข้าในตลาดหุ้นก็ต้องซื้อหุ้นธนาคารพาณิชย์ ซึ่งในช่วงที่ผ่านมาหุ้นธนาคารพาณิชย์ถูกขายจากข่าวรายได้ค่าธรรมเนียมที่ลดลงที่จะเห็นผลในไตรมาส 2/2561 ราคาหุ้นได้อ่อนตัวลงมา ซึ่งได้สะท้อนความเสี่ยงไปค่อนข้างมากแล้ว ในช่วงนี้แม้ยังไม่มีข่าวด้านบวกที่ชัดเจน ก็ยังอยู่ในภาวะ ทรงๆ ตัว ภาวะดอกเบี้ยที่จะเพิ่มสูงขึ้นจะเห็นได้ชัดในปีหน้า แต่ขณะนี้ก็เหมาะที่จะซื้อสะสม หากดอกเบี้ยขาขึ้น นักลงทุนกลับเข้ามาในตลาดหุ้น ธนาคารพาณิชย์ขนาดใหญ่ก็จะได้ประโยชน์ อาทิ KBANK และ BBL แม้ว่าหุ้น BBL จะเป็นหุ้นที่โบรกเกอร์ชอบ เพราะพื้นฐานแข็งแกร่ง แต่อัตราส่วนการถือหุ้นของต่างชาติก็เต็มอยู่ตลอดเวลา
แนะนำเลือกหุ้น STEC (ราคาเป้าหมาย 25 บาท), CK (ราคาเป้าหมาย 34 บาท) โดดเด่นที่สุดในกลุ่มนี้ โดยหุ้นเกี่ยวกับฐาน รากอย่าง SEAFCO ก็มีความน่าสนใจ ส่วนกลุ่มวัสดุก่อสร้างแนะนำหุ้น SCC (ราคาเหมาะสม 600 บาท)
หุ้นที่ได้รับประโยชน์จากการลงทุนภาคเอกชน อาทิ หุ้นในกลุ่มนิคมอุตสาห กรรมอย่าง AMATA (ราคาเป้าหมาย 35.70 บาท) และ WHA (ราคาเป้าหมาย 4.89 บาท) นอกจากนี้ยังแนะนำหุ้นธนาคารพาณิชย์ที่ได้ประโยชน์จากการเติบโตของสินเชื่ออย่าง BBL (ราคาเป้าหมาย 220 บาท) และ KBANK (ราคาเป้าหมาย 227 บาท)
อย่างไรก็ตาม แม้ข่าวการเลือกตั้งชัดเจน เงินต่างชาติอาจไม่ไหลเข้ารุนแรง เนื่องจากนักลงทุนต่างชาติออกจากตลาดหุ้นไทยไปมาก และการคำนวณดัชนี MSCI ก็มีการเพิ่มนํ้าหนักหุ้นจากประเทศจีนเข้ามา แต่ก็อาจจะมีกองทุนเฮดจ์ฟันด์บางกองทุนเข้ามาเล่นกับกระแสของข่าวนี้ และหุ้นในกลุ่มรับเหมาก่อสร้างที่มีผลประกอบการที่ดีอย่าง STEC และ CK ก็ได้รับความสนใจ






