
บอร์ดไฟเขียวNPPผนึกTACCตั้งบริษัทร่วมทุนลุยเจาะขายOne Stop Service
บอร์ดไฟเขียวNPPผนึกTACCตั้งบริษัทร่วมทุน ลุยโปรเจ็กต์เจาะการขายแบบ One Stop Service ปูทางผู้นำให้บริการส่งออกครบวงจร
นายศุภจักร ไตรรัตโนภาส ประธานกรรมการบริหาร บริษัท เอ็นพีพีจี (ประเทศไทย) จำกัด(มหาชน) หรือ NPP เผยว่า คณะกรรมการบริษัทฯมีมติอนุมัติในหลักการ ให้บมจ. เอ็นพีพีจี (ประเทศไทย)ร่วมลงทุนกับ บมจ. ที.เอ.ซี. คอนซูเมอร์ ในการจัดตั้งบริษัทร่วมทุนระหว่างทั้งสองบริษัทฯ ในการดำเนินการให้บริการแบบเบ็ดเสร็จในจุดเดียว (One Stop Service) อาทิ การส่งออกสินค้าจากประเทศไทย รวมไปถึงการบรรจุผลิตภัณฑ์และการจำหน่ายผ่านช่องทางการจัดจำหน่ายเพื่อส่งออกต่างประเทศ ทั้งรูปแบบ online , offline , B2B, B2C และสถานที่ขายสินค้าปลอดภาษี (duty free) ต่างๆ โดยเฉพาะตลาดต่างประเทศ
สำหรับสัดส่วนการร่วมทุนในครั้งนี้ NPP ถือหุ้นในบริษัทร่วมทุน จำนวน 49% ขณะที่ TACCถือหุ้น 51% โดยเม็ดเงินลงทุนในครั้งนี้ มูลค่า 24.5 ล้านบาท ซึ่งบริษัทฯนำมาจาก แหล่งเงินลงทุนที่ได้รับการอนุมัติจากผู้ถือหุ้นเมื่อปี 2560 ที่ผ่านมา ซึ่งจะไม่ส่งผลกระทบต่อสภาพคล่องในการลงทุนในอนาคตแต่อย่างใด ทั้งนี้การจัดตั้งบริษัทร่วมทุนคาดว่าจะสามารถ ดําเนินการจัดตั้งบริษัทร่วมทุนให้แล้วเสร็จได้ภายในไตรมาส3ของปี 2561
“การร่วมทำธุรกิจระหว่างบริษัทอาหาร(NPPG) กับบริษัทเครื่องดื่ม(TAAC) ถือเป็นการดำเนินการแบบครบวงจรตั้งแต่เริ่มหาแหล่งวัตถุดิบ, บรรจุภัณฑ์, การจัดการ, การเงิน, และช่องทางการส่งออกสินค้า สำหรับเจ้าของธุรกิจที่ต้องการส่งออกสินค้าไปขายยังต่างประเทศ จึงมั่นใจว่าบริษัทร่วมทุนจะเป็นผู้ให้บริการการส่งออกครบวงจร เพื่อช่วยผู้ผลิตสินค้าไทยตั้งแต่ต้นทางจนถึงปลายทาง” นายศุภจักรกล่าว
นายศุภจักร ไตรรัตโนภาส ประธานกรรมการบริหาร บริษัท เอ็นพีพีจี (ประเทศไทย) จำกัด(มหาชน) หรือ NPP เผยว่า คณะกรรมการบริษัทฯมีมติอนุมัติในหลักการ ให้บมจ. เอ็นพีพีจี (ประเทศไทย)ร่วมลงทุนกับ บมจ. ที.เอ.ซี. คอนซูเมอร์ ในการจัดตั้งบริษัทร่วมทุนระหว่างทั้งสองบริษัทฯ ในการดำเนินการให้บริการแบบเบ็ดเสร็จในจุดเดียว (One Stop Service) อาทิ การส่งออกสินค้าจากประเทศไทย รวมไปถึงการบรรจุผลิตภัณฑ์และการจำหน่ายผ่านช่องทางการจัดจำหน่ายเพื่อส่งออกต่างประเทศ ทั้งรูปแบบ online , offline , B2B, B2C และสถานที่ขายสินค้าปลอดภาษี (duty free) ต่างๆ โดยเฉพาะตลาดต่างประเทศ
สำหรับสัดส่วนการร่วมทุนในครั้งนี้ NPP ถือหุ้นในบริษัทร่วมทุน จำนวน 49% ขณะที่ TACCถือหุ้น 51% โดยเม็ดเงินลงทุนในครั้งนี้ มูลค่า 24.5 ล้านบาท ซึ่งบริษัทฯนำมาจาก แหล่งเงินลงทุนที่ได้รับการอนุมัติจากผู้ถือหุ้นเมื่อปี 2560 ที่ผ่านมา ซึ่งจะไม่ส่งผลกระทบต่อสภาพคล่องในการลงทุนในอนาคตแต่อย่างใด ทั้งนี้การจัดตั้งบริษัทร่วมทุนคาดว่าจะสามารถ ดําเนินการจัดตั้งบริษัทร่วมทุนให้แล้วเสร็จได้ภายในไตรมาส3ของปี 2561
“การร่วมทำธุรกิจระหว่างบริษัทอาหาร(NPPG) กับบริษัทเครื่องดื่ม(TAAC) ถือเป็นการดำเนินการแบบครบวงจรตั้งแต่เริ่มหาแหล่งวัตถุดิบ, บรรจุภัณฑ์, การจัดการ, การเงิน, และช่องทางการส่งออกสินค้า สำหรับเจ้าของธุรกิจที่ต้องการส่งออกสินค้าไปขายยังต่างประเทศ จึงมั่นใจว่าบริษัทร่วมทุนจะเป็นผู้ให้บริการการส่งออกครบวงจร เพื่อช่วยผู้ผลิตสินค้าไทยตั้งแต่ต้นทางจนถึงปลายทาง” นายศุภจักรกล่าว






