thansettakij
thansettakij
บิ๊ก SKE ยืนยันเอ็นจีวียังโตธุรกิจไม่ซับซ้อน สัญญาระยะยาวหนุนรายได้ในอนาคต

บิ๊ก SKE ยืนยันเอ็นจีวียังโตธุรกิจไม่ซับซ้อน สัญญาระยะยาวหนุนรายได้ในอนาคต

27 มี.ค. 61 | 06:31 น.
อัปเดตล่าสุด :27 มี.ค. 61 | 13:31 น.
บมจ.สากล เอนเนอยี หรือ SKE เข้าซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) เมื่อวันที่ 22 พฤศจิกายน 2560 ด้วยราคาจองซื้อที่ 1.80 บาท ผ่านมา 4 เดือน ราคาหุ้นยังซื้อขายตํ่ากว่าราคาจองซื้อที่ 1.5-1.6 บาท ซึ่งนายชัชชัย สุเมธโชติเมธา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ.สากล เอนเนอยี เปิดเผย“ฐานเศรษฐกิจ” ว่า มุมเรากับนักลงทุนอาจจะมองไม่เหมือนกัน ทางสากลเองถือว่า ธุรกิจเราไม่ซับซ้อนยังสามารถทำรายได้ในอัตราที่พอใจ แต่นักลงทุนอาจจะมองว่า แนวโน้มเอ็นจีวีไม่โดดเด่น ไม่หวือหวา ทำให้มองว่า ไปลงทุนหุ้นตัวอื่นก่อนดีมั้ย

ทั้งนี้ธุรกิจของสากลมีลักษณะงานที่มีรายได้แน่นอน เป็นงานสัมปทาน งานที่มีสัญญาระยะยาวกับรัฐ เช่นโรงไฟฟ้า มันชัดเจนว่ามีรายได้แน่นอน อย่างสถานีอัดก๊าซเอ็นจีวี 2 แห่ง มีสัญญากับปตท. 20 ปี ซึ่งยังเหลืออีก 12 ปี แม้มองว่า แนวโน้มการใช้เอ็นจีวีจะลดลงจากโครงสร้างโลจิสติกส์ที่เปลี่ยนแปลงไป

[caption id="attachment_271649" align="aligncenter" width="503"] ชัชชัย สุเมธโชติเมธา ชัชชัย สุเมธโชติเมธา[/caption]

สิ่งที่จะมาทดแทนเอ็นจีวีได้ ที่พูดกันเยอะคือ รถยนต์ไฟฟ้า แต่บางคนอาจไม่ทราบว่า เอ็นจีวีมาทดแทนเรื่องรถขนาดใหญ่ เช่น รถบัส รถขนส่ง มาแทนเรื่อง ขนส่งมวลชน เช่นรถเมล์ รถแท็กซี่ ขณะที่ประชาชนทั่วไปใช้เอ็นจีวีน้อยมาก ดังนั้นต้องมองภาพใหญ่ว่า วันนี้รถเมล์จะเปลี่ยนเป็นรถไฟฟ้า 10 ปีไม่แน่ใจได้จะเห็นหรือไม่ เพราะระบบแบตเตอรี่ มีขนาดใหญ่มาก รถบรรทุกไม่ต้องพูดถึง เพราะถ้าใส่แบตเตอรี่ขนาดนั้น นํ้าหนักบรรทุกจะหายไป ค่าขนส่งก็แพงขึ้น มันก็ไม่ควรจะใช้ ขณะที่รถแท็กซี่ทุกวันนี้ ยังมีความสุขกับการอุดหนุนของรัฐบาล และแท็กซี่เองบอก วันนี้ก็ยังใช้เอ็นจีวีอยู่

“วันนี้ผมมองว่า เรามีจุดที่ safety ตรงนี้อยู่ เพราะปตท.มีอัตราขั้นตํ่าที่ต้องมารับก๊าซกับเราการันตีรายได้ในจำนวนตันที่แน่นอนในสัญญา 20 ปี วันนี้เรายังรักษาอัตราขั้นตํ่าตรงนี้ไว้ได้แน่นอน เพราะปริมาณเอ็นจีวีที่ใช้ในภาพรวม 6 พันตันต่อวัน แต่วันนี้ตัวเลขอัดก๊าซของเรายังอยู่ที่ 610 ตันต่อวัน เพิ่มประมาณ 5-6% ภาพรวมการใช้ไม่ลดลง แต่ก็ไม่เพิ่มขึ้นเยอะเช่นกัน ทรงๆตัว”

วันนี้คิดว่า เราโตด้วยพื้นฐานดีกว่า ขณะเดียวกันก็จะมีธุรกิจใหม่อีก 2-3 ตัวที่จะมีรายได้เข้ามาในอนาคต โครงการแรกคือ โรงไฟฟ้าชีวมวล ซึ่งไม่ใช่เป้าหมายในการขายหุ้นไอพีโอ แต่เมื่อมีจังหวะและเป็นสิ่งที่ดี จึงเปลี่ยนวัตถุประสงค์ที่จะสลับการลงทุน ซึ่งน่าจะเป็นผลดีต่อนักลงทุนว่า สามารถนำเงินไอพีโอมาสร้างรายได้ สร้างกำไรได้ ซึ่งเรายังได้ราคาดีที่สุดในประเทศไทยคือ 4.54 บาทต่อยูนิตที่ขายให้กับการไฟฟ้า

แบนเนอร์รายการฐานยานยนต์ “โรงไฟฟ้าชีวมวล ตั้งที่จ.แพร่ ซึ่งเป็นแหล่งผลิตเฟอร์นิเจอร์ไม้สักที่ใหญ่ที่สุดของไทย ทำให้มีวัตถุดิบที่จะใช้ผลิตไฟฟ้าจำนวนมาก แค่ขี้เลื่อยมี 150 ตันต่อวัน ถ้าจะเป็นปีกไม้เอา 4 คูณเข้าไป วันหนึ่งจะมีปีกไม้ออกมา 600 ตันต่อวัน ขณะที่วงจรขององค์การอุตสาหกรรมป่าไม้ (อ.อ.ป.) จะมีไม้สักหมุนเวียนออกมาทุกๆ ปีประมาณ 4 หมื่นคิวบิกเมตร และเรายังเตรียมความพร้อมที่จะขยายไปยังวัตถุดิบการเกษตรอื่น เช่น เปลือกไม้ไผ่ ซังข้าวโพด และเหง้ามันด้วย”

ขณะเดียวกันยังมีโครงการผลิตและจำหน่ายก๊าซไบโอมีเทนอัด (CBG) จากนํ้าเสียของโรงงานแป้งมันสำปะหลัง ที่อ.ชุมพวง จ.นครราชสีมา โดยมีกำลังผลิตก๊าซที่ 9 ตันต่อวันและมีคู่สัญญารับไปหมดแล้ว

“ปีที่แล้ว เรามีรายได้ 380 ล้านบาท แนวโน้มธุรกิจหลักน่าจะโต 5-8% ปีนี้ รายได้ก็น่าจะแตะที่ 400 ล้านบาท แต่ยังมีธุรกิจใหม่ CBG ที่จะเริ่มรับรู้รายได้ช่วงพฤศจิกายน จะมีรายได้เข้ามาอีก 20 ล้านบาท โดยแบ่งเป็นรายได้จากการขาย 4-8 ล้านบาท และเงินสนับสนุนจากกระทรวงพลังงานอีก 12 ล้านบาทที่จะบันทึกเป็นรายได้เลย พอกลางปี 2562 ก็จะทยอยรับรู้รายได้จากโรงไฟฟ้าชีวมวลครึ่งปีอีก 200 ล้านบาท”

จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 38 ฉบับที่ 3,351 วันที่ 25 - 28 มีนาคม พ.ศ. 2561
ดาวน์โหลดอีบุ๊กแทรกข่าว
  • แท็กที่เกี่ยวข้อง
  • money_market