
เม็ดเงิน ETF ทำหุ้นผันผวน โปรแกรมซื้อขายล่วงหน้ากระหน่ำซ้ำ
บลจ.ซีไอเอ็มบีฯชี้ หุ้นผันผวนจากเม็ดเงินกองทุน ETF ที่เติบโต 10 ล้านล้านดอลลาร์ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา แถมโปรแกรมซื้อขายล่วงหน้ากระหนํ่าตลาดซํ้า พร้อมปรับกลยุทธ์ มุ่งหุ้นขนาดกลาง
คณะกรรมการกำหนดนโยบายการเงิน (FOMC) ของธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) มีมติเอกฉันท์ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยระยะสั้น 0.25% สู่ระดับ 1.50-1.75% ตามที่ตลาดการเงินคาดการณ์ไว้ ทำให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลประเภทอายุ 10 ปี ดีดตัวสู่ระดับ 2.924% ก่อนที่จะกลับมาที่ 2.88% เหมือนเดิม
นายวินพรหมแพทย์ ประธานเจ้าหน้าที่การลงทุน บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน ซีไอเอ็มบี-พรินซิเพิล จำกัด เปิดเผยว่า การปรับขึ้นดอกเบี้ย 3-4 ครั้งของเฟดเป็นเรื่องที่ตลาดรับรู้ไปแล้วแต่ที่ยังค้างคาคืออัตราดอกเบี้ยพันธบัตรสหรัฐฯเพราะในช่วง 2 เดือนที่ผ่านมา ปรับขึ้นมาแล้ว 0.5% ขณะที่ดอกเบี้ยของไทยยังไม่ขึ้นเลย ซึ่งการที่ดอกเบี้ยไทยยังไม่ปรับขึ้นนั้น อาจจะเป็นเพราะสภาพคล่องในระบบมากเกินไป แต่ก็จะทำให้ส่วนต่างดอกเบี้ยไทยกับสหรัฐฯกว้างมากขึ้น จะทำให้มีเงินไหลออกและทำให้เกิดความกังวลในตลาดเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ
“หุ้นเราที่ทรงอยู่ได้ เพราะดอกเบี้ยยังไม่ขึ้น ซึ่งปกติเราต้องตามสหรัฐฯ ถ้าสหรัฐฯขึ้นดอกเบี้ยและเราขึ้นตามเมื่อไร หุ้นก็จะโดนกระทบ ทำให้นักลงทุนกังวลมากว่า วันหนึ่งถ้าเงินเฟ้อเพิ่มขึ้น และดอกเบี้ยพันธบัตรเพิ่มขึ้น จะทำให้หุ้นปรับฐานแต่เชื่อว่าธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.)เองคงไม่ขึ้นดอกเบี้ยไปจนถึงปลายปีแน่ๆ แต่อัตราดอกเบี้ยพันธบัตรจะฝืนนานไม่ไหวซึ่งขณะนี้ดอกเบี้ยพันธบัตรไทยและสหรัฐฯยังมีส่วนต่างมากกว่า 0.7%ทั้งที่ธรรมชาติแล้วดอกเบี้ยตราสารหนี้ไทยควรมากกว่าสหรัฐฯ เพราะเราเรตติ้งแย่กว่า แต่การที่ดอกเบี้ยเราตํ่ากว่า ถือว่าเป็นเรื่องที่ผิดปกติ”
อีกปัจจัยหนึ่งที่มีผลกระทบต่อการลงทุนในตลาดหุ้นมากขึ้นเรื่อยๆคือ เงินลงทุนของกองทุน ETF จากต่างประเทศและโปรแกรมเทรดดิ้ง (Robot Trading) เพราะขณะนี้กองทุน ETF มีเม็ดเงินที่ใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ คาดการณ์ว่าช่วง 10 ปีที่ผ่านเม็ดเงิน ETF เติบโตขึ้น 1 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐฯและเข้าเร็วออกเร็ว และเล่นหุ้นใหญ่อย่างกลุ่มset50
ขณะที่ robot trading เป็นโปรแกรมที่ตั้งคำสั่งไว้ล่วงหน้า ไม่ว่าจะซื้อหรือขาย เมื่อถึงจุดที่ตั้งไว้ ระบบจะทำงานโดยอัตโนมัติ ทำให้เป็นตัวกดดันให้ตลาดผันผวนมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นขาขึ้นหรือลง
“เม็ดเงิน ETF กับ robot trading จะมีผลให้ตลาดผันผวนมากขึ้น อย่างเราตั้งคำสั่งไว้ว่า ถ้าหุ้นเท่านี้ ให้ตัดขาดทุนออกมา จึงเป็นการไปเพิ่มโมเมนตัมให้กับตลาด เวลาหุ้นลงก็ลงต่อ เวลาหุ้นขึ้นก็ขึ้นต่ออย่างเราจะเห็นว่าบางวันดัชนีลง 30 จุดแล้วยังลงต่ออีก ซึ่งก็ไม่ใช่เกิดจากว่าใครไปดัมพ์ตลาด กองทุนเองก็ไม่ได้ขาย แต่มาจากโปรแกรมที่ตั้งไว้ ซึ่ง ETF จะเล่นหุ้นใหญ่ อย่างกลุ่ม set50 แต่เมื่อเข้า ก็มีคนซื้อตาม แต่พอออกจะแรงทำให้รายย่อยที่เข้ามาบางทีต้องเจอบังคับขายตามไปด้วย อย่างที่ผ่านมาช่วงที่ตลาดหุ้นโลกปรับฐานก็เกิดจากเม็ดเงิน ETFเช่นกัน”
ดังนั้นกลยุทธ์การลงทุนของบริษัท จึงปรับพอร์ตหันไปเน้นที่หุ้นขนาดกลาง เพราะหุ้นขนาดใหญ่จะเจอกับเม็ดเงิน ETF เยอะขณะที่หุ้นขนาดกลางผลประกอบการยังดี เติบโตได้ และในช่วงที่หุ้นปรับฐานก็จะลดสัดส่วนการลงทุนในหุ้นลง และไปเพิ่มในส่วนของตราสารหนี้แทน
สำหรับแผนงานในปีนี้ นายวินกล่าวว่า จะออกทั้งหมด 4 กองทุน โดยที่ออกไปแล้วคือ กองทุนเปิด CIMB-PRINCIPAL GMV) เป็นกองแรกของปีนี้ เพื่อลงทุนหุ้นทั่วโลกที่มีความเสี่ยงตํ่าและจะเพิ่มขนาดกอง CIMB- PRINCIPALVNEQ-A ซึ่งลงทุนในหุ้นเวียดนาม ที่เหลืออีก 2 กองทุนอาจจะเป็นกองทุนหุ้นและกองทุนผสม
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 38 ฉบับที่ 3,351 วันที่ 25 - 28 มีนาคม พ.ศ. 2561
คณะกรรมการกำหนดนโยบายการเงิน (FOMC) ของธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) มีมติเอกฉันท์ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยระยะสั้น 0.25% สู่ระดับ 1.50-1.75% ตามที่ตลาดการเงินคาดการณ์ไว้ ทำให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลประเภทอายุ 10 ปี ดีดตัวสู่ระดับ 2.924% ก่อนที่จะกลับมาที่ 2.88% เหมือนเดิม
นายวินพรหมแพทย์ ประธานเจ้าหน้าที่การลงทุน บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน ซีไอเอ็มบี-พรินซิเพิล จำกัด เปิดเผยว่า การปรับขึ้นดอกเบี้ย 3-4 ครั้งของเฟดเป็นเรื่องที่ตลาดรับรู้ไปแล้วแต่ที่ยังค้างคาคืออัตราดอกเบี้ยพันธบัตรสหรัฐฯเพราะในช่วง 2 เดือนที่ผ่านมา ปรับขึ้นมาแล้ว 0.5% ขณะที่ดอกเบี้ยของไทยยังไม่ขึ้นเลย ซึ่งการที่ดอกเบี้ยไทยยังไม่ปรับขึ้นนั้น อาจจะเป็นเพราะสภาพคล่องในระบบมากเกินไป แต่ก็จะทำให้ส่วนต่างดอกเบี้ยไทยกับสหรัฐฯกว้างมากขึ้น จะทำให้มีเงินไหลออกและทำให้เกิดความกังวลในตลาดเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ
อีกปัจจัยหนึ่งที่มีผลกระทบต่อการลงทุนในตลาดหุ้นมากขึ้นเรื่อยๆคือ เงินลงทุนของกองทุน ETF จากต่างประเทศและโปรแกรมเทรดดิ้ง (Robot Trading) เพราะขณะนี้กองทุน ETF มีเม็ดเงินที่ใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ คาดการณ์ว่าช่วง 10 ปีที่ผ่านเม็ดเงิน ETF เติบโตขึ้น 1 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐฯและเข้าเร็วออกเร็ว และเล่นหุ้นใหญ่อย่างกลุ่มset50
ขณะที่ robot trading เป็นโปรแกรมที่ตั้งคำสั่งไว้ล่วงหน้า ไม่ว่าจะซื้อหรือขาย เมื่อถึงจุดที่ตั้งไว้ ระบบจะทำงานโดยอัตโนมัติ ทำให้เป็นตัวกดดันให้ตลาดผันผวนมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นขาขึ้นหรือลง
“เม็ดเงิน ETF กับ robot trading จะมีผลให้ตลาดผันผวนมากขึ้น อย่างเราตั้งคำสั่งไว้ว่า ถ้าหุ้นเท่านี้ ให้ตัดขาดทุนออกมา จึงเป็นการไปเพิ่มโมเมนตัมให้กับตลาด เวลาหุ้นลงก็ลงต่อ เวลาหุ้นขึ้นก็ขึ้นต่ออย่างเราจะเห็นว่าบางวันดัชนีลง 30 จุดแล้วยังลงต่ออีก ซึ่งก็ไม่ใช่เกิดจากว่าใครไปดัมพ์ตลาด กองทุนเองก็ไม่ได้ขาย แต่มาจากโปรแกรมที่ตั้งไว้ ซึ่ง ETF จะเล่นหุ้นใหญ่ อย่างกลุ่ม set50 แต่เมื่อเข้า ก็มีคนซื้อตาม แต่พอออกจะแรงทำให้รายย่อยที่เข้ามาบางทีต้องเจอบังคับขายตามไปด้วย อย่างที่ผ่านมาช่วงที่ตลาดหุ้นโลกปรับฐานก็เกิดจากเม็ดเงิน ETFเช่นกัน”
ดังนั้นกลยุทธ์การลงทุนของบริษัท จึงปรับพอร์ตหันไปเน้นที่หุ้นขนาดกลาง เพราะหุ้นขนาดใหญ่จะเจอกับเม็ดเงิน ETF เยอะขณะที่หุ้นขนาดกลางผลประกอบการยังดี เติบโตได้ และในช่วงที่หุ้นปรับฐานก็จะลดสัดส่วนการลงทุนในหุ้นลง และไปเพิ่มในส่วนของตราสารหนี้แทน
สำหรับแผนงานในปีนี้ นายวินกล่าวว่า จะออกทั้งหมด 4 กองทุน โดยที่ออกไปแล้วคือ กองทุนเปิด CIMB-PRINCIPAL GMV) เป็นกองแรกของปีนี้ เพื่อลงทุนหุ้นทั่วโลกที่มีความเสี่ยงตํ่าและจะเพิ่มขนาดกอง CIMB- PRINCIPALVNEQ-A ซึ่งลงทุนในหุ้นเวียดนาม ที่เหลืออีก 2 กองทุนอาจจะเป็นกองทุนหุ้นและกองทุนผสม
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 38 ฉบับที่ 3,351 วันที่ 25 - 28 มีนาคม พ.ศ. 2561






